Transcript Untitled

โรคกุ้งและปลาทะเลที่สําคัญ
และแนวทาง
การป้องกันการแพร่ระบาด
เมษายน 2557
โรคกุ้งและปลาทะเลที่สําคัญ
และแนวทาง
การป้องกันการแพร่ระบาด
จิราพร เกษรจันทร์
เรียบเรียง
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสัตว์น้ํา
ราชการบริหารส่วนกลาง กรมประมง
เมษายน 2557
โรคกุ้งและปลาทะเลทีส่ ําคัญ
และ
แนวทางป้องกันการแพร่ระบาด
บทนํา
มากกว่า 30 ปี ทีเกษตรกรของประเทศไทยมีการเลี ยงสัตว์นํ าชายฝั งทัง
ปลา กุ้ง และหอย โดยเฉพาะการเลี ยงกุ้งทะเลซึง นํารายได้ เข้ าประเทศเป็ นอันดับ
ต้ นๆ ของมูลค่าสินค้ าส่งออก ในอดีตทีผา่ นมาเกษตรกรนิยมเลี ยงกุ้งกุลาดํา และ
ประเทศไทยเองเป็ นผู้บกุ เบิกตลาดกุ้งกุลาดําส่งออกจนเป็ นทียอมรับ
และได้ รับ
ความนิยมในตลาดต่างประเทศ ต่อมาการเลี ยงกุ้งกุลาดําประสบกับปั ญหาหลาย
ด้ าน โดยเฉพาะเรื องคุณภาพของลูกกุ้ง และโรคกุ้ง จึงได้ มีการนํากุ้งขาวแวนนาไม
เข้ ามาทดลองเลี ยงเมือปี พ.ศ. 2545 เป็ นผลสําเร็จ และได้ รับความนิยมจาก
เกษตรกรอย่างรวดเร็ว เพราะเป็ นกุ้งทีเลี ยงง่าย โตเร็ว สามารถปล่อยได้ แน่น
มากกว่ากุ้งกุลาดํา พื นทีการเลี ยงกุ้งทะเลของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้ ว จะอยู่
บริเวณพื นทีใกล้ ชายฝั งทะเล หรื อ ปากแม่นํ า คลองซอยทีมีนํ าทะเลขึ นถึง โดยมี
พื นทีการเลี ยงในหลายจังหวัดทีอยูใ่ กล้ ทะเล และแนวชายฝั งของภาคตะวันออก
ภาคใต้ ฝังอ่าวไทยและฝั งอันดามัน และภาคกลาง บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา
เพชรบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เป็ นต้ น
เดิมวิธีการเลี ยงกุ้งของประเทศไทยเป็ นการเลี ยงแบบเปิ ด หรื อถ่ายนํ า
เป็ นครัง คราว ไม่มีบอ่ พักนํ า ต่อมาได้ มีการพัฒนาวิธีการเลี ยงกุ้งทะเลแบบพัฒนา ที
เน้ นการปล่อยกุ้งแน่น ให้ อาหารสําเร็จรูป ให้ ผลผลิตต่อไร่สงู ซึง การเลี ยงด้ วยวิธี
1
ดังกล่าว มีผลกระทบต่อการเปลียนแปลงสภาพแวดล้ อมทังภายในและภายนอกบ่
อ
เลี ยง จึงมีความจําเป็ นทีผ้ เู ลี ยงจะต้ องมีวิธีจดั การฟาร์ มและสิงแวดล้ อมให้ เหมาะสม
เพือให้ ก้ งุ ทะเลทีได้ มีสขุ ภาพดี แข็งแรง และเจริญเติบโตได้ ดี อย่างไรก็ตาม
เกษตรกรมักประสบปั ญหากุ้งป่ วยอยูเ่ นืองๆ โดยเฉพาะโรคทีเกิดจากเชื อไวรัส ซึง ไม่
มียารักษา กุ้งทีติดเชื อไวรัสส่วนใหญ่มกั จะตายยกบ่อ ทําให้ เกษตรกรต้ องพบกับ
สภาวะขาดทุนอยู่บอ่ ยครัง นอกจากนี โรคขี ขาว และโรคตายด่วนหรื อ AHPND ที
พบในกุ้งทะเลสร้ างความเสียหายให้ เกษตรกรในระยะ 2-3 ปี ทีผา่ นมา
ดังนัน เกษตรกรควรมีความรู้และความเข้ าใจเกียวกับโรคสําคัญในกุ้ง
ทะเล รวมถึงวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื อโรคและการควบคุมโรคทังภายใน
และภายนอกฟาร์ ม ควบคูไ่ ปกับการจัดการคุณภาพนํ า คุณภาพอาหาร และ
สุขอนามัยทีดีภายในฟาร์ ม เพือให้ การเลี ยงกุ้งทะเลประสบความสําเร็จและมีความ
ยัง ยืนต่อไป
2
โรคระบาดของกุ้งทะเลทีสําคัญๆ ได้ แก่
1. โรคตัวแดงดวงขาว หรื อโรคดวงขาว (White Spot Disease: WSD)
2. โรคหัวเหลือง (Yellowhead Disease: YHD)
3. โรคไอเอชเอชเอ็น (Infectious Hypodernal and Haematopoietic
Necrosis: IHHN disease หรื อ runt-deformity syndrome: RDS)
4. โรคทอร่า (Taura Syndrome Disease: TS Disease)
5. โรคไอเอ็มเอ็น (Infectious Myonecrosis: IMN)
6. โรคขี ขาวหรื อผนังลําไส้ อกั เสบ (White Fecal Disease/White Stool
Disease)
7. โรคตายด่วน (Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease:AHPND)
1. โรคตัวแดงดวงขาว หรื อโรคดวงขาว (White Spot Disease: WSD)
สาเหตุของโรค
โรคตัวแดงดวงขาวหรื อโรคดวงขาวเกิดจาก ดีเอ็นเอไวรัสแบบ สายคู่ รูป
แท่ง อยูใ่ นครอบครัว Nimaviridae ยีนสั Whispovirus อนุภาคไวรัสมีขนาดความ
ยาว 250-280 นาโนเมตร เส้ นผ่าศูนย์กลางเฉลีย 120 นาโนเมตร ขนาดของนิว-
3
คลีโอแคปสิดมีความยาว 200-240 นาโนเมตร และมีเส้ นผ่าศูนย์กลางเฉลีย 70
นาโนเมตร
เจ้ าบ้ าน และการแพร่ กระจาย
โรคตัวแดงดวงขาวพบครัง แรกในไต้ หวัน จีน ระหว่างปี ค.ศ. 1991-1992
และญีปนในปี
ุ่
1993 ในกุ้งทีนําเข้ าจากประเทศจีน หลังจากนันก็
มีรายงานการแพร่
ระบาดในประเทศต่าง ๆ ได้ แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ไต้ หวัน จีน
ไทย ฟิ ลิปปิ นส์ และเวียดนาม นอกจากนี ในปี 1991 ยังพบในแถบอเมริกาและ
ลาตินอเมริกา ได้ แก่ โคลัมเบีย กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก นิการากัว และเปรู
พบการแพร่ระบาดของเชื อไวรัสชนิดนี ในกุ้ง Penaeus japonicus ทีรายงานจาก
ฟาร์ มกุ้งในประเทศญีปนุ่ และพบการติดเชื อในธรรมชาติในกุ้งชนิดต่าง ๆ ได้ แก่ P.
chinensis P. indicus P. merguiensis P. monodon P. setiferus P. stylirostris
และ P. vannamei นอกจากนี ยังพบการติดเชื อชนิดนี ในกุ้ง P. aztecus P.
duodarum และ P. setiferus จากรายงานการศึกษาต่าง ๆ อีกด้ วย ยังพบการติด
เชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้ง Crawfishes (Cambarus proclarkii) และในสัตว์
อืน ๆ ทีเป็ นพาหะนําเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวมาสูก่ ้ งุ ทีเลี ยง ได้ แก่ โคพิปอด กุ้งและปู
หลายชนิด กุ้งเคย เป็ นต้ น การถ่ายทอดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวมี 2 แบบ คือ
ถ่ายทอดโดยตรงจากพ่อแม่ไปสูล่ กู กุ้ง (vertical transmiaaion) และถ่ายทอดผ่าน
ทางนํ า การสัมผัสกันโดยตรง เช่น การกินกันเอง หรื อจากพาหะ เป็ นต้ น
อาการของโรค
กุ้งจะกินอาหารลดลง ลอยหัวหรื อเกาะข้ างตลิง มีอตั ราการตายเพิมขึ น
อย่างรวดเร็ว บริเวณเปลือกจะเห็นเป็ นจุดขาวชัดเจน ในกุ้งทีติดเชื อมาก ๆ จะ
สังเกตเห็นตัวมีสีชมพูจนถึงสีแดง นอกจากนี ยังทําลายระบบเนื อเยือชันนอก
และ
เนื อเยือชันกลางของเหงื
อกและผิวใต้ เปลือกอีกด้ วย
4
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจทางเนือ เยือวิทยา
พบ
เนื อเยือถูกทําลายเป็ นบริเวณกว้ าง นิวเคลียส
ของเซลล์ทีติดเชื อไวรัสจะบวมพอง (hypertrophy
nuclei) อวัยวะทีพบว่ามีการติดเชื อไวรัส ได้ แก่
เหงือก ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร หัวใจ
ต่อมนํ าเหลือง เนื อเยือเกียวพันของอวัยวะต่างๆ
เนือเยือผิวใต้ เปลือกโดยเฉพาะบริเวณหัวกุ้ง
การตรวจด้ วยวิธีพีซีอาร์ เป็ นวิธีการทีถกู ต้ องแม่นยําสูง ใช้ สําหรับตรวจ
วินิจฉัยโรคตัวแดงดวงขาวทีทําให้ เกิดโรคในกุ้งทะเล และพาหะ วิธีทีใช้ ตรวจวินิจฉัย
ได้ แก่ single step PCR, nested PCR และ real time PCR
การตรวจด้ วยเทคนิค Immuno dot blot ทําได้ โดยการผลิต
monoclonal antibodies มาใช้ ตรวจตัวอย่างทีตรึงอยู่บน menbrane ด้ วยเทคนิค
Immunodot test ความไวทีสามารถตรวจความเข้ มข้ นของดีเอ็นเอทีระดับตําสุดคือ
400-500 พิโคกรัม
การตรวจด้ วยเทคนิค In Situ Hybridization นอกจากการตรวจสอบ
พยาธิสภาพทีเกิดขึ นภายในเซลล์ด้วยวิธีตา่ งๆ แล้ ว ยังสามารถศึกษาการติดเชื อ
ภายในอวัยวะเป้าหมาย เช่น เนื อเยือผิวใต้ เปลือกกระเพาะอาหาร เหงือก หัวใจ
ต่อมนํ าเหลือง เนื อเยือเกียวพันของอวัยวะต่างๆ เป็ นต้ น
การตรวจด้ วยเทคนิค Lateral Flow เป็ นชุดตรวจวินิจฉัยโรคทีมีความ
สะดวก และให้ ผลการตรวจทีรวดเร็ว เหมาะทีจะใช้ ในภาคสนามและกุ้งทีแสดง
อาการของโรคแล้ ว
5
การควบคุมและป้องกัน
การตรวจหาเชื อไวรัสจากลูกกุ้งพีก่อนปล่อยเลี ยง และพ่อแม่พนั ธุ์ก่อนการ
เพาะ เป็ นวิธีการป้องกันการติดเชื อไวรัสตัวแดงดวงขาวทีดีสําหรับการเพาะเลี ยงกุ้ง
ทะเล ใช้ นํ ายาฆ่าเชื อ เช่น ฟอร์ มาลิน หรื อ ไอโอโดฟอร์ ล้ างไข่ก้ งุ ก่อนนําไปเพาะ
งดใช้ อาหารสดในการเลี ยงกุ้ง กําจัดพาหะนําโรคออกจากบ่อกุ้ง ประการสําคัญ
เลี ยงกุ้งด้ วยระบบปิ ดและมีบอ่ พักนํ า และระหว่างการเลี ยงควรตรวจหาเชื อไวรัสใน
กุ้งด้ วยเทคนิคพีซีอาร์ เป็ นระยะ ๆ เมือพบกุ้งทีสงสัยว่าเป็ นโรคตัวแดงดวงขาวให้ แจ้ ง
หน่วยงานกรมประมงหรื อนําตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัยทีศนู ย์/สถาบันฯ ของสํานักวิจยั
และพัฒนาประมงชายฝั งทีใกล้ พื นทีการเลี ยงทีสดุ ผู้เลี ยงควรงดถ่ายนํ าจากบ่อทีก้ งุ
ป่ วย เพือป้องกันการแพร่กระจายเชื อโรค กําจัดกุ้งป่ วยโดยทันทีด้วยการเผา หรื อ ฝั ง
กลบ
2. โรคไวรัสหัวเหลือง (Yellow-Head Virus : YHV)
สาเหตุของโรค
6
เกิดจากไวรัสหัวเหลือง ประกอบด้ วยอาร์ เอ็นเอไวรัสแบบสายเดียว รูปแท่ง
มีขนาด 44+6 และ 176+13 นาโนเมตร อยูใ่ นลําดับ Nidovirales
เจ้ าบ้ าน และการแพร่ กระจาย
พบการติดเชื อในกุ้งทะเลทังในกุ
้ งเลี ยงและในธรรมชาติ และพบว่ากุ้งหลาย
ชนิด ได้ แก่ Penaeus japonicus, P. vannamei, P. stylirostris, P. aztecus และ
P. duodarum สามารถยอมรับเชื อไวรัสหัวเหลืองได้ พบการติดเชื อไวรัสหัวเหลือง
ในลูกกุ้งพีไปจนถึงกุ้งโตเต็มวัย มีการแพร่ระบาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ แก่
ประเทศไทย อินเดีย ศรี ลงั กา อินโดนีเซีย สําหรับประเทศออสเตรเลียมีรายงาน
การเกิดโรค GAV (Gill Associated Virus) ซึง ไวรัสทีเป็ นสาเหตุของโรคดังกล่าวมี
สารพันธุกรรมใกล้ เคียงกับเชื อไวรัสหัวเหลือง การถ่ายทอดเชื อไวรัสหัวเหลืองเป็ น
การถ่ายทอดเชื อไวรัสผ่านทางนํ า การสัมผัสกันโดยตรง เช่น การกินกันเอง หรื อจาก
พาหะ เป็ นต้ น
อาการของโรค
กุ้งทีได้ รับเชื อไวรัสหัวเหลือง จะไม่กินอาหาร ว่ายนํ าช้ าลงและมักจะอาศัย
อยูบ่ ริเวณขอบบ่อ ส่วนหัวบริเวณตับและตับอ่อน และบริเวณเหงือกจะเห็นสีเหลือง
ชัดเจน และจะเริมตายภายใน 2-4 วัน มักพบการติดเชื อในกุ้งทีมีขนาด 5-15 กรัม
การตรวจวินิจฉัย
การย้ อมเม็ดเลือด โดยการ
เจาะเลือดกุ้งทะเล นํามาตรึงบนสไลด์
ด้ วยสารละลายเอทานอล ย้ อมด้ วยสีจิม
ซ่า (Giemsa) จะสังเกตเห็นนิวเคลียสหด
7
เล็กลง ติดสีนํ าเงินเข้ ม และบางส่วนจะเห็นนิวเคลียสแตกเป็ นชิ นเล็ก ๆ
การตรวจทางเนือ เยือวิทยา สามารถตรวจสอบการเปลียนแปลงภายใน
เซลล์ของเนื อเยือเหงือก ต่อมนํ าเหลือง และหัวใจ จะพบนิวเคลียสแตกสลาย และ
มีการตายของเนื อเยือ นอกจากนี ในบางกรณียงั พบเชื อไวรัสหัวเหลืองพร้ อมกับเชื อ
ตัวแดงดวงขาว ซึง เป็ นการติดเชื อไวรัสร่วมกันมากกว่า
1 ชนิด
การตรวจด้ วยกล้ องจุลทรรศน์ อิเลคตรอน
พบอนุภาคไวรัสภายในไซโตพลาสซึม และพบการเพิม
จํานวนของไวรัสภายในต่อมนํ าเหลืองและบริเวณอืนที
มีการติดเชื อ
การตรวจด้ วยเทคนิคพีซีอาร์ เป็ นการตรวจสอบสารพันธุกรรมของไวรัส
ในกุ้ง ทําได้ โดยการนํานํ าเลือดกุ้ง ไปผ่านขันตอนการทํ
า RT-PCR โดยใช้ เอนไซม์
reverse transcriptase สังเคราะห์ cDNA ขึ นจากอาร์ เอ็นเอของไวรัสแล้ วจึงทําการ
เพิมจํานวนสายพันธุกรรมด้ วย primer ทีเฉพาะเจาะจงกับเชื อไวรัสหัวเหลือง
การควบคุมและป้องกัน
การควบคุมป้องกันทําเช่นเดียวกับในโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว คือใช้ ระบบ
การเลี ยงแบบปิ ด หรื อกึงปิ ดและมีบอ่ พักนํ า นํ าทีใช้ เติมในบ่อกุ้งต้ องมาจากบ่อพัก
นํ า นํ าทีใช้ จะต้ องผ่านการฆ่าเชื อด้ วยฟอร์ มาลินหรื อคลอรี น กําจัดพาหะของเชื อใน
นํ าด้ วยแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ไม่ใช้ อาหารสด คัดเลือกลูกกุ้ง
ทีผา่ นการตรวจเชื อไวรัสหัวเหลือง รวมทังตรวจสอบพ่
อแม่พนั ธุ์ก่อนนําไปเพาะ และ
มีการตรวจหาเชื อไวรัสหัวเหลืองด้ วยวิธีพีซีอาร์ เป็ นระยะๆ ตลอดการเลี ยง เมือพบกุ้ง
ทีสงสัยว่าจะเป็ นโรคหัวเหลืองให้ แจ้ งหน่วยงานกรมประมง หรื อนําตัวอย่างส่งตรวจ
วินิจฉัย ทีศนู ย์/สถาบันฯ ของสํานักวิจยั และพัฒนาประมงชายฝั ง ทีอยูใ่ กล้ พื นทีการ
8
เลี ยงทีสดุ ควรงดการถ่ายนํ าจากบ่อทีก้ งุ ป่ วย เพือป้องกันการแพร่กระจายเชื อโรค
กําจัดกุ้งป่ วยโดยทันทีด้วยการเผา หรื อฝั งกลบ
3. โรคไอเอชเอชเอ็น (Infectious Hypodernal and Haematopoietic Necrosis:
IHHN disease หรือ runt-deformity syndrome: RDS)
ภาพจาก Lightner, D.V. (1996)
สาเหตุของโรค
โรคไอเอชเอชเอ็น เกิดจาก non-enveloped icosahedral virus อยูใ่ น
ครอบครัว Parvoviridae มีขนาดเส้ นผ่าศูนย์กลางประมาณ 22 นาโนเมตร ภายใน
มีดีเอ็นเอสายคู่ capsid ประกอบด้ วยโพลิเปปไทด์ 4 ขนาดคือ 74, 47, 39 และ
37.5 กิโลดาลตัน
เจ้ าบ้ าน และการแพร่ กระจาย
พบการติดเชื อในกุ้งหลายชนิดได้ แก่ Penaeus japonicus, P. vannamei,
P. stylirostris, P. monodon, P. semisulcatus, P. californiensis, P.
occidentalis, P. indicus, P. meruiensis, P. aztecus และ P. duodarum กุ้งที
มักพบการติดเชื อมีขนาด 0.05-1 กรัม มีการแพร่ระบาดในแถบเอเชียและอเมริกา
ได้ แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิ ลิปปิ นส์ เม็กซิโก เอกวาดอร์ เปรู
บราซิล ฮาวาย เกาะกวม ตาฮิติ และนิวคาลิโดเนีย สําหรับการถ่ายทอดเชื อไวรัส
9
ไอเอชเอชเอ็นมีการถ่ายทอดเชื อไวรัสผ่านทางนํ า การสัมผัสกันโดยตรง เช่น การกิน
กันเอง หรื อจากพาหะ เป็ นต้ น
อาการของโรค
หลังจากได้ รับเชื อจะทําให้ ก้ งุ เซืองซึม กินอาหารลดลง ว่ายนํ าช้ าๆ ชอบอยู่
บริเวณผิวนํ า สูญเสียการทรงตัวและมักว่ายนํ าหมุนตัวตกสูพ่ ื นบ่อ บางครัง จะเห็น
เป็ นจุดขาวในชันผิ
วใต้ เปลือกและสามารถติดเชื ออืน ๆ ร่วมด้ วย
การตรวจวินิจฉัย
ตรวจทางเนือ เยือวิทยา พบการติด
เชื อภายในเซลล์เหงือก เซลล์เยือบุผิวและเซลล์
ชันในของทางเดิ
นอาหารส่วนหน้ าและส่วนท้ าย
ปมประสาท ต่อมแอนเทนนอล ต่อมนํ าเหลือง
และเนื อเยือเกียวพัน นิวเคลียสทีติดเชื อไวรัสจะ
มีขนาดเล็กลง ภายในนิวเคลียสพบอินคลูชนั บอดี ภาพจาก Lightner, D.V. (1996)
ย้ อมติดสีแดงมีลกั ษณะเฉพาะเรี ยกว่า Cowdry Type A
การตรวจด้ วยวิธีพีซีอาร์
เป็ นวิธีการทีถกู ต้ องแม่นยําสูง ใช้ สําหรับ
ตรวจวินจิ ฉัยโรคไวรัสเอชเอชเอ็นทีทําให้ เกิดโรคในกุ้งทะเล
การตรวจด้ วยเทคนิค Dot Blot Hybridization สามารถตรวจวินิจฉัย
ด้ วยวิธีนี โดยการเตรี ยมตัวอย่างเลือด หรื อ ส่วนขาว่ายนํ า ของกุ้งป่ วยมาตรวจสอบ
โดยทําปฏิบตั กิ ิริยากับ probe ทีจําเพาะต่อเชื อไวรัสนี ได้
การควบคุมป้องกัน
10
การควบคุมป้องกันโรค สามารถทําได้ โดยการลดโอกาสในการรับเชื อไวรัส
ด้ วยการจัดการฟาร์ มทีดี ปล่อยกุ้งทีความหนาแน่นตํา เลือกพันธุ์ก้ งุ ทีมีไม่มีเชื อ
ไวรัส หรื อเลือกพันธุ์ก้ งุ ทีมีความต้ านทานต่อโรค และตรวจหาเชื อไวรัสเป็ นระยะ
ตลอดการเลี ยงด้ วยวิธีพีซีอาร์
เมือพบกุ้งทีสงสัยว่าเป็ นโรคไอเอชเอชเอ็นให้ แจ้ ง
หน่วยงานกรมประมงหรื อนําตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย ทีศนู ย์/สถาบันฯ ของ
สํานักวิจยั และพัฒนาประมงชายฝั ง ทีใกล้ พื นทีการเลี ยงทีสดุ ผู้เลี ยงควรงดการถ่าย
นํ าจากบ่อทีก้ งุ ป่ วย เพือป้องกันการแพร่กระจายเชื อโรค และกําจัดกุ้งป่ วยโดยทันที
ด้ วยการเผา หรื อฝั งกลบ
4. โรคทอร่ า (Taura Syndrome Disease, TS Diseases)
ภาพจาก Lightner, D.V. (1996)
ภาพจาก สถาบันวิจยั สุขภาพสัตว์นํ าชายฝั ง
สาเหตุของโรค
ไวรัสชนิดนี อยูใ่ นกลุม่ picornavirus อนุภาคไวรัสมีขนาดเส้ นผ่าศูนย์กลาง
30-32 นาโนเมตร อนุภาคไวรัส ประกอบด้ วยอาร์ เอ็นเอไวรัสชนิดสายเดียว ขนาด
ประมาณ 9 กิโลเบส และมีผนังหุ้มประกอบด้ วยโพลิเปปไทด์ 2 ส่วนทีเป็ น
องค์ประกอบหลัก ได้ แก่ โพลิเปปไทด์ทีมีขนาด 49, 36.8 และ 23 กิโลดาลตัน
องค์ประกอบย่อยได้ แก่ โพลิเปปไทด์ทีมีขนาด 51.5 และ 52.5 กิโลดาลตัน
11
เจ้ าบ้ าน และการแพร่ กระจาย
พบการติดเชื อในกุ้ง P. vannamei, P. aztecus, P. stylirostris และ
P.sertiferus กุ้งทีติดเชื อในการทดลองในระยะโพสต์ลาวาและในระยะวัยรุ่นได้ แก่
P.setiferus, P. aztecus, P.chinensis, P. monodon, P. Japonicus, P.
duorarum และ P. schmittii และมักพบการติดเชื อในกุ้งทีมีขนาด 0.05-5 กรัม
พื นทีทวั ไปทีพบการติดเชื อส่วนใหญ่ มักจะเป็ นพื นทีทีมีการเพาะเลี ยงกุ้ง
ขาวแวนนาไม ได้ แก่ เอกวาดอร์ เปรู โคลัมเบีย กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์
ตอนเหนือของบราซิล นิการากัว อเมริกา จีน และประเทศไทย
อาการของโรค
กุ้งจะแสดงอาการของโรคหลังปล่อยเลี ยงในบ่อดิน 14-40 วัน ในกุ้งทีติด
เชื อรุนแรงทําให้ เกิดการตาย 40-90% กุ้งทีเป็ นโรคบริเวณหางจะมีสีแดง พบการ
ตายของเซลล์เยือบุผิวบริเวณรยางค์ เหงือก ทางเดินอาหารส่วนท้ าย กระเพาะ
อาหาร และต่อมนํ าเหลือง หลังจากลอกคราบเปลือกไม่แข็ง ตัวนิม กุ้งทีรอดตาย
หรื อหายจากโรคมักพบรอยแผลสีดําบริเวณเปลือก
การตรวจวินิจฉัย
การตรวจทางเนือ เยือวิทยา ลักษณะ
พยาธิสภาพทีเกิดขึ นภายในเซลล์หลังจากกุ้งติด
เชื อ ได้ แก่ การเกิดเซลล์ตายบริเวณกระเพาะ
อาหาร เยือบุผิว นอกจากนี ยังพบนิวเคลียสหด
เล็กลงและแตกสลาย
ในเซลล์ของอวัยวะ
เป้าหมาย
การตรวจด้ วยวิธีพีซีอาร์
เป็ นวิธีการทีถกู ต้ องแม่นยําสูง ใช้ สําหรับ
ตรวจวินิจฉัยโรคเอชเอชเอ็นทีทําให้ เกิดโรคในกุ้งทะเล
12
การตรวจด้ วยเทคนิค Dot Blot Hybridization ทําได้ โดยใช้ probe ติด
ฉลากด้ วยเอนไซม์ เพือตรวจสอบอาร์ เอ็นเอของไวรัส สามารถทําได้ ทงั northern
blots และ dot blots
การตรวจด้ วยเทคนิค In Situ Hybridization สามารถตรวจสอบเชื อ
ไวรัสในเนื อเยือโดยใช้ probe ทําปฎิกิริยากับอาร์ เอ็นเอของอนุภาคไวรัส เห็นได้
ชัดเจนในส่วนของไซโตพลาสซึมของอวัยวะเป้าหมาย
การควบคุมและป้องกัน
ยังไม่มีรายงานทีชดั เจน ในการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพสําหรับโรค
ชนิดนี แต่อาจทําได้ โดยเลือกพันธุ์ก้ งุ ทีมีไม่มีเชื อไวรัส หรื อเลือกพันธุ์ก้ งุ ทีมีความ
ต้ านทานต่อโรค มีการจัดการฟาร์ มทีดี และตรวจหาเชื อไวรัสเป็ นระยะตลอดการ
เลี ยงด้ วยวิธีพีซีอาร์ เมือพบกุ้งทีสงสัยว่าเป็ นโรคทอร่าให้ แจ้ งหน่วยงานกรมประมง
หรื อนําตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย ทีศนู ย์/สถาบันฯ ของสํานักวิจยั และพัฒนาประมง
ชายฝั ง ทีใกล้ พื นทีการเลี ยงทีสดุ เกษตรกรควรงดการถ่ายนํ าจากบ่อทีก้ งุ ป่ วย เพือ
ป้องกันการแพร่กระจายเชื อโรค และกําจัดกุ้งป่ วยโดยทันทีด้วยการเผา หรื อฝั งกลบ
ไม่ควรเลี ยงกุ้งกุลาดําร่วมกับกุ้งขาว เพราะกุ้งกุลาดําเป็ นพาหะไม่แสดงอาการของ
โรคแต่สามารถถ่ายทอดเชื อไวรัสให้ ก้ งุ ขาวและทําให้ ก้ งุ ขาวเป็ นโรคและตายได้
5. โรคไอเอ็มเอ็น (Infectious Myonecrosis; IMN)
13
(Poulos et al., 2006)
ประวัตขิ องโรคไอเอ็มเอ็น
โรคไอเอ็มเอ็น (Infectious Myonecrosis; IMN) เป็ นโรคไวรัสทีเกิดจากเชื อ
Infectious myonecrosis virus (IMNV) พบโรคนี ครัง แรกในกุ้งขาวแวนนาไม
(Penaeus vannamei) ทีเลี ยงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิลในปี
พ.ศ.2545 และมีรายงานการเกิดโรค IMN ในกุ้งขาวแวนนาไมทีประเทศอินโดนีเซีย
ในปี พ.ศ. 2549
ซึ ง ทํ า ความเสี ย หายให้ กับ อุต สาหกรรมการเลี ย งกุ้ง ของ
อินโดนีเซียค่อนข้ างมาก ดังนันในปี
พ.ศ. 2552 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่าง
ประเทศ (World Organization for Animal Health; OIE) จึงได้ ขึ นบัญชีโรค IMN
เป็ นโรคระบาดที ต้ อ งมี ก ารควบคุม ติ ด ตามและเฝ้ าระวัง สํ า หรั บ ประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ เ สนอให้ โรค IMN เป็ นหนึง ในโรคระบาดตาม
พระราชบัญญัตโิ รคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499
สาเหตุของโรค
โรคไอเอ็มเอ็น (Infectious Myonecrosis; IMN) เป็ นโรคไวรัสทีเกิดจากเชื อ
Infectious Myonecrosis Virus (IMNV) เป็ นไวรัสชนิดอาร์ เอ็นเอสายคู่ (Doublestrand RNA) จัดอยู่ในกลุม่ Totivirus มีรูปร่างเป็ นรูปลูกบาศก์ (icosahedra) ขนาด
เส้ นผ่านศูนย์กลาง 40 นาโนเมตร และมีขนาดจีโนม 7,560 bp สําหรับอวัยวะ
เป้าหมายของเชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นได้ แก่ กล้ ามเนื อ เนื อเยือเกียวพัน เม็ดเลือด และ
ลิมฟอยด์ ออร์ แกน (lymphoid organ)
เจ้ าบ้ านและการแพร่ กระจาย
14
พบโรคไอเอ็ ม เอ็ น เป็ นครั ง แรกในปี พ.ศ.2545 ในกุ้ งขาวแวนนาไม
(Penaeus vannamei) ทีเลี ยงทางภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือของประเทศบราซิล
และในปี พ.ศ. 2549 มีรายงานการเกิดโรค IMN ในกุ้งขาวแวนนาไมทีประเทศ
อินโดนี เ ซี ย พบการแพร่ ระบาดในกุ้ง ขาวแวนนาไม (Pacific white shrimp,
Penaeus vannamei) จากธรรมชาติทีนํามาเลี ยงในบ่อ สําหรับกุ้งชนิดอืนยังไม่มี
รายงานการติดเชื อตามธรรมชาติ มีเพียงการศึกษาในห้ องปฏิบตั ิการโดยการฉีดเชื อ
ไวรัส ไอเอ็มเอ็นทีแยกได้ จากกุ้งขาวทีป่วยเป็ นโรค โดยทดสอบในกุ้งขาว กุ้งกุลาดํา
และกุ้งฟ้า (Penaeus stylirostris) พบว่า กุ้งขาวตาย 20% ส่วนกุ้งกุลาดํา และกุ้ง
ฟ้า สามารถติดเชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นได้ แต่ไม่ทําให้ ก้ งุ ตาย นอกจากนัน ในกุ้งนํ าตาล
(Southern brown shrimp, Farfantepenaeus subtilis) ซึงเป็ นกุ้งประจําถินของ
ประเทศบราซิล พบการติดเชื อ ไวรั ส ไอเอ็ ม เอ็ น เพี ย ง 10% จากการทดสอบใน
ห้ องปฏิบตั กิ าร
สําหรับประเทศไทยยังไม่มีรายงานการติดเชือ ไวรัสไอเอ็มเอ็นในกุ้งทะเล
ถึงแม้ ว่าในช่วงปลายปี พ.ศ. 2548 พบกุ้งขาวป่ วยมีอาการกล้ ามเนื อขาวขุ่น และมี
อัตราการตายสะสมเล็กน้ อยถึง ปานกลาง แต่เ มื อเก็ บตัวอย่างกุ้ง ขาวที มี อาการ
กล้ ามเนื อขาวขุ่นในเขตจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขนั ธ์
สงขลา ฉะเชิงเทรา นครปฐม จันทบุรี และระยอง มาตรวจหาเชือ ไวรัสไอเอ็มเอ็น
ด้ วยเทคนิค RT-PCR และตรวจหาเชื อแบคทีเรี ยจากกุ้งป่ วย ปรากฏว่าไม่พบการติด
เชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นในทุกตัวอย่างกุ้งทีตรวจสอบ พบแต่การติดเชื อแบคทีเรี ยสกุล
Vibrio โดยเฉพาะ V. parahaemolyticus
โรคไอเอ็มเอ็น สามารถเกิดได้ กบั กุ้งขาวแวนนาไมทุกขนาดทังลู
กกุ้งและกุ้ง
ใหญ่ แต่ชว่ งทีพบการติดเชื อรุนแรงคือกุ้งวัยรุ่น
อาการของโรค
15
กุ้งทีตดิ เชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นจะมีลกั ษณะของกล้ ามเนื อสีขาวขุ่นบริ เวณปล้ อง
สุดท้ ายของลํ าตัวติดกับ แพนหาง และอาจจะลุกลามมายัง กล้ ามเนื อ ส่วนลํ าตัว
เซลล์กล้ ามเนื อเกิดการตาย กุ้งบางตัวมีลกั ษณะของกล้ ามเนื อเป็ นสีส้มคล้ ายกุ้งต้ ม
กุ้งทีติดเชื อจะมีอตั ราการตายไม่สงู มาก แต่จะทยอยตายเรื อยๆ ติดต่อกันเป็ นเวลา
หลายวัน บางครัง มีการตายสะสมมากถึง 70% อาการป่ วยและอัตราการตายของ
กุ้ งที ติ ด เชื อ ไวรั ส ไอเอ็ ม เอ็ น ค่ อ นข้ างรวดเร็ ว หากมี ปั จ จั ย อื น ซึ ง ทํ า ให้ กุ้ งเกิ ด
ความเครี ยดร่วมด้ วย เช่น การสุ่มกุ้งโดยใช้ แห การเปลียนแปลงอุณหภูมิและความ
เค็มของนํ าอย่างกะทันหัน และการได้ รับอาหารทีคณ
ุ ภาพตํา เป็ นต้ น
การตรวจวินิจฉัยโรค
การตรวจด้ านพยาธิสภาพ พบ
ก า ร ต า ย ข อ ง เ ซ ล ล์ ก ล้ า ม เ นื อ
(myonecrosis) โดยเฉพาะบริ เวณเส้ นใย
กล้ ามเนื อ ลาย ซึงเป็ นลักษณะการตายที
เกิดจากการขาดเลือด บางครัง มีการบวม
นํ าแทรกระหว่างเส้ นใยกล้ ามเนื อ กุ้งทีมี
อาการรุนแรงจะพบการตายของกล้ ามเนื อที
ทีมา Poulos et al. 2006
รุ นแรงขึ นมีลกั ษณะคล้ ายของเหลว แต่ถ้าโรคมีการพัฒนาต่อไป เม็ดเลือดบริ เวณ
เส้ นใยกล้ ามเนือ ทีอักเสบจะถูกแทนที ด้วยไฟโบรไซดและเนื อ เยื อเกี ยวพัน มี เม็ด
เลื อ ดแทรกระหว่ า งเส้ นใยกล้ ามเนื อ ที ส ร้ างขึ น มาใหม่ ขนาดของลิ ม ฟอยด์
(lymphoid organ) จะใหญ่กว่ากุ้งปกติ 3-4 เท่า เนืองจากมีการสะสมของ
lymphoid organ spheroids (LOS) นอกจากนี ยังพบการสะสมของ LOS ใน
อวัยวะอืนๆ ได้ แก่ เหงือก หัวใจ ตอมแอนเทนนัล และเส้ นประสาทด้ านท้ อง
การตรวจด้ วยเทคนิคพีซีอาร์ โดยใช้ วิธี RT-PCR และ real-time PCR
เป็ นวิธีทีสะดวกรวดเร็วและให้ ผลการตรวจทีมีความแม่นยําสูง
16
การตรวจด้ วยเทคนิค in-situ hybridization สามารถตรวจสอบพยาธิ
สภาพทีเกิดขึ นภายในเซลล์
และยังสามารถศึกษาการติดเชื อภายในอวัยวะ
เป้าหมาย เช่น ผิวใต้ เปลือกกระเพาะอาหาร เหงือก หัวใจ ต่อมนํ าเหลือง เป็ น
ต้ น นําไปใช้ สําหรับศึกษาความรุนแรงของโรค
การถ่ ายทอดเชือ (Transmission mechanisms)
กุ้งทีเกิดการติดเชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นแต่ไม่ตาย จะเป็ นพาหะของโรคไอเอ็ม
เอ็นต่อไป และสามารถถ่ายทอดเชื อไวรัสจากกุ้งสูก่ ้ งุ ได้ โดยการกินซากของกุ้งทีติด
เชื อ (cannibalism) และจากการสัมผัสกับเชื อทีปนเปื อ นในนํ า (water borne)
สําหรับการถ่ายทอดเชื อจากพ่อแม่พนั ธุ์ไปยังลูกกุ้ง (vertical transmission) นันมี
ความเป็ นไปได้ แต่ยงั ไม่มีเอกสารวิชาการยืนยัน
สัตว์ทีสามารถนําพาเชื อ (Vector) ได้ แก่ นก เนืองจากไวรัสไอเอ็มเอ็น เป็ น
เชื อไวรัสชนิดอาร์ เอ็นเอทีไม่มีเปลือกหุ้ม เชื อสามารถคงอยูใ่ นลําไส้ และอุจจาระของ
นกทีกินซากกุ้งติดเชื อ ซึง เป็ นทางหนึง ทีทําให้ เชื อแพร่กระจายได้
การควบคุมและป้องกัน
1. ควรมีการกักกันและตรวจหาเชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นจากพ่อแม่พนั ธุ์และลูกพันธุ์
กุ้งทะเล หรื อสัตว์พาหะทีนําเข้ ามาจากต่างประเทศทุกครัง ด้ วยเทคนิค RTPCR หรื อ real-time PCR
2. ตรวจหาเชื อไวรัสไอเอ็มเอ็นในลูกกุ้งก่อนปล่อยลงบ่อเลี ยงทุกครัง
ด้ วย
เทคนิค RT-PCR หรื อ real-time PCR
3. ใช้ ระบบการจัดการด้ านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ทีมี
ประสิทธิภาพ เช่น มีระบบการการป้องกันเชื อไวรัสทีดี มีระบบการฆ่าเชื อ
นํ าและอุปกรณ์ตา่ งๆ ภายในฟาร์ ม ระบบการกําจัดพาหะ รวมถึงความ
สะอาดของบุคลากรผู้ปฏิบตั ิงานภายในฟาร์ ม
17
4. มีการบริหารและจัดการการเลี ยงทีดี หลีกเลียงการทําให้ ก้ งุ เกิดความเครี ยด
5. เมือพบกุ้งทีแสดงอาการกล้ ามเนื อขาวขุ่นให้ แจ้ งหน่วยงานกรมประมงหรื อ
นําตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย ทีศนู ย์/สถานี/สถาบันฯ ของสํานักวิจยั และ
พัฒนาประมงชายฝั ง ทีใกล้ พื นทีการเลี ยงทีสดุ ควรงดการถ่ายนํ าจากบ่อที
กุ้งป่ วย เพือป้องกันการแพร่กระจายเชื อโรค กําจัดกุ้งป่ วยโดยทันทีด้วยการ
เผา หรื อฝั งกลบ
6. โรคขีข าวหรื อผนั งลําไส้ อักเสบ (White Fecal Disease/White Stool
Disease)
โรคขีข าวหรื อผนังลําไส้ อักเสบ (White Fecal Disease/White Stool
Disease) เป็ นโรคทีพบในกุ้งขาวแวนนาไม ในทุกพื นทีการเลี ยง ทังภาคตะวั
นออก
ภาคกลาง ภาคใต้ ฝังตะวันตก และภาคใต้ ฝังตะวันออก ในช่วงปี 2553 โดยเรี ยก
โรคนีต ามลักษณะอาการของโรค คือมีขีข าวในลําไส้ ก้ ุง และขีข าวทีลอยอยู่ผิวนํา
จํานวนมาก นอกจากนี ย ัง มี อาการอื นๆ ร่ วมด้ วย ได้ แ ก่ เปลื อกกุ้ง จะบางและมี
ลักษณะกรอบแกรบ กุ้งโตช้ าและมีขนาดแตกต่างกันหรื อแตกไซส์ หากมีการติดเชื อ
อืนๆ เช่น แบคทีเรี ยและไวรัสร่ วมด้ วยจะทําให้ ก้ งุ ทยอยตาย ลักษณะขีข าวจะพบ
มากในกุ้งอายุประมาณ 40 วัน ในช่วงทีเปลียนอาหารจากเบอร์ 3 เป็ นเบอร์ 4
สําหรับสาเหตุของโรคยังไม่มีข้อสรุปทีแน่นอน
มีรายงานสาเหตุของกุ้งทีมีลกั ษณะขี ขาวหลายสาเหตุ ได้ แก่
1. การติดเชื อพยาธิกลุม่ กรี การี น (Gregarine)
2. การติดเชื อแบคทีเรี ยกลุม่ วิบริโอ (Vibrio spp.)
3. ปั ญหาจากเชื อรา (Fungi)
4. ปั จจัยสิงแวดล้ อมในบ่อเลี ยงไม่เหมาะสม
18
5. ปั ญหาคุณภาพอาหาร
1. การติดเชือ พยาธิกลุ่มกรีการีน (Gregarine)
กรีการีนทีพบในขี ของกุ้งขาวทีป่วยเป็ นโรคขี ขาว
กรีการีน ระยะ Trophozoite (ลูกศรชี ) ทีพบในท่อ
ตับของกุ้งขาวทีป ่ วยเป็ นโรคขี ขาว
มี ก ารตรวจพบกรี ก ารี น จํ า นวนมากในตับ อ่อ นและลํ า ไส้ ข องกุ้ง ขาวที มี
อาการขี ขาว อย่างไรก็ตาม เคยมีรายงานการพบกรี การี นในกุ้งกุลาดําและกุ้งทะเล
อืนๆ เมือหลายปี ทีผ่านมาทังในกุ
้ งเลี ยงและกุ้งธรรมชาติของประเทศไทย โดยมี
สภาวะการติดเชื อกรี การี นอย่างรุ นแรงในกุ้งวัยรุ่ น ทําให้ ก้ งุ โตช้ า อัตราการเปลียน
อาหารเป็ นเนื อ (Food conversion ratio, FCR) สูงขึ น ในกุ้งกุลาดําพบกรี การี นได้
ทุกระยะตังแต่
ก้ งุ พีไปจนถึงกุ้งวัยรุ่นและโตเต็มวัย สําหรับในกุ้งขาวก็เช่นเดียวกันทํา
ให้ ก้ ุงเจริ ญเติบโตช้ า มี ข นาดแตกต่างกัน (แตกไซส์ ) และมีอัตราการแลกเนื อ สูง
สําหรับชนิดของกรี การี นทีพบในกุ้งทีเ ป็ นโรคขีข าวนีแ ตกต่างจากทีเ คยมีรายงาน
มาแล้ วในประเทศไทย
19
กรี การี น เป็ นพยาธิทีสามารถพบได้ ทัวไปในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น
กลุ่ม ที มี ข้ อ ปล้ อ ง กลุ่ม ไส้ เ ดื อ น และกลุ่ม หอย จัด อยู่ใ นไฟลัม ย่อ ย (Subfamily)
Apicomplexa มีสมาชิก 2 กลุ่มใหญ่ทีอยู่ในลําดับย่อย (Suborder) ทีจําแนกชนิด
ได้ ด้วยความแตกต่างของรู ปพรรณสัณฐาน ได้ แก่ กลุ่ม Aseptatorina เป็ นกรี การี น
ชนิดทีมี gamonts ทีเป็ น single compartment และกลุ่ม Septatorina เป็ นชนิด
สมาชิกในกลุ่มจะมี gamonts แบ่งเป็ น 2 ส่วน (2 compartments) ชัดเจน สําหรับ
สมาชิกทีอยูใ่ นกลุม่ Septatorina นี เป็ นพยาธิทีพบได้ ทวั ไปทังในกุ
้ งธรรมชาติและกุ้ง
เลี ยงโดยมีวงจรชีวิตส่วนหนึงอยู่ในกุ้งสปอร์ ของกรี การี นจะถูกย่อยในตัวกุ้ง เจริ ญ
เป็ นระยะ Sporozoite โดยเข้ าไปเกาะติดกับเนื อเยือใน midgut หรื อช่องบุผนังลําไส้
ส่วนต้ นและพัฒนาไปสูร่ ะยะ Trophozoite จนเป็ นระยะตัวเต็มวัย
ดังทีกล่าวมาแล้ วว่า ชนิดของกรี การี นทีพบในกุ้งทีเป็ นโรคขี ขาวนี แตกต่าง
จากที เ คยมี ร ายงานมาแล้ ว ในประเทศไทย เนื อ งจากกรี ก ารี น ที พ บนี เ ป็ นชนิ ด
Aseptatorina ซึงสมาชิกในกลุ่มนี มี gamonts ทีเป็ น single compartment สมาชิก
ในกลุม่ นี มีทงทํ
ั าอันตรายต่อเจ้ าบ้ านทีอาศัยและไม่ทําอันตรายกับเจ้ าบ้ าน ขึ นอยู่กบั
ว่า กรี การี นชนิดนันๆ
มีการพัฒนาการสืบพันธุ์ (reproduce) ในตัวเจ้ าบ้ านหรื อไม่
กรี ก ารี นที ส ามารถทํ า อัน ตรายต่อ เจ้ า บ้ า นได้ นัน จะต้ อ งมี ก ารพัฒ นาในระยะที
เรี ย กว่า intraepithelial development stage เช่น เดี ยวกับ กรี ก ารี น กลุ่ม
Septatorina ซึง เป็ นระยะทีกรี การี นเกาะติดกับผนังของอวัยวะ และเข้ าทําลายเซลล์
และเนื อเยือของเจ้ าบ้ านทีอาศัยอยู่ เช่น เนื อเยือใน midgut หรื อช่องบุผนังลําไส้ ส่วน
ต้ น เป็ นต้ น
การติดเชื อกรี การี นในกุ้งวัยรุ่นจะสังเกตได้ ยาก อย่างไรก็ตาม หากมีการติด
เชื ออย่างรุนแรงสามารถมองเห็นด้ วยตาเปล่าบริ เวณ midgut จะมีสีเหลืองซีด และ
จะเห็นพยาธิ กรี การี น อย่างชัดเจนเมื อ ส่องดูด้วยกล้ องจุล ทรรศน์ ในกรณี มี การ
รวมกันของกรี การี นเป็ นกลุ่มก้ อน และปิ ดกัน ช่องของ midgut จะส่งผลให้ บริ เวณ
20
midgut ถูกทําลาย และเป็ นโอกาสของเชื อโรคอืนๆ เช่น แบคทีเรี ย Vibrio spp. เข้ า
แทรกแซงได้ ง่าย ทําให้ ก้ งุ ป่ วย อ่อนแอ และอาจทําให้ ถึงตายได้
การตรวจวินิจฉัย
1. ตรวจสอบได้ จากตัวอย่างสดภายใต้ กล้ องจุลทรรศน์โดยเกลีย (smear)
ลําไส้ อาหารและสิงขับถ่ายบนสไลด์สามารถตรวจพบสปอร์ ทีมีนิวเคลียส
อันเดียว
2. ลูกกุ้งขนาดเล็กสามารถเตรี ยมตัวอย่างสด ตรวจหาถุงสปอร์ และตัวเต็มวัย
ของปรสิตในลําไส้ ได้ อย่างชัดเจน
3. การเตรี ยมตัวอย่างฝั งในพาราฟิ น และตัดให้ ผ่านลําไส้ ตามยาว และย้ อมสี
H&E สามารถพบตัวเต็มวัยและถุงสปอร์ ระยะต่างๆ ได้ อย่างชัดเจน
2. การติดเชือ แบคทีเรียวิบริ โอ (Vibrio spp.) กุ้งทีมีอาการของโรคขี ขาว
ทีพบในเขตภาคใต้ สว่ นใหญ่จะมีการติดเชื อแบคทีเรี ยกลุ่มวิบริโอ (Vibrio spp.) ร่วม
ด้ วย ได้ แก่ V. vulnificus, V.alginolyticus, V.parahaemolyticus และ V.fluvialis
การตรวจวินิจฉัย
1. การย้ อมแกรม (Gram’s stain) เป็ นวิธี การตรวจสอบการติดเชื อ
แบคทีเรี ยเบื องต้ น โดยการนําเนื อเยือจากส่วนต่าง ๆ ของกุ้ง เช่น ตับ ต่อมนํ าเหลือง
และกล้ ามเนื อมา smear บนสไลด์แล้ วนําไปย้ อมดูการติดสีของแบคทีเรี ย
2. การเพาะเชื อแบคทีเรี ยบนอาหารทีจําเพาะ การตรวจสอบแบคทีเรี ยใน
กลุ่มนี สามารถทําได้ โดยเพาะเชื อลงบนอาหารเลี ยงเชื อ Thiosulfate citrate bile
21
salt (TCBS) เชื อวิบริ โอทีเจริ ญบนอาหารเลี ยงเชื อชนิดนี จะมีโคโลนีสีเหลืองหรื อสี
เขี ยวขึน อยู่กับความสามารถในการใช้ นํา ตาลซูโครสของเชื อ วิบริ โอ ถ้ าต้ องการ
สังเกตการเรื องแสงของเชื อสามารถทําได้ โดยเพาะเชื อลงอาหารเลี ยงเชื อ Tryptic
soy agar (TSA) ตรวจสอบการเจริญของเชื อภายใน 24 ชัว โมง
3. เทคนิคทางเนื อเยือวิทยา การตรวจวินิจฉัยการติดเชื อวิบริ โอทําได้ ด้วย
เทคนิคนี จะพบแบคทีเรี ยรูปแท่ง เกิด nodule หรื อ กลุม่ เม็ดเลือด หรื อพยาธิสภาพ
ต่าง ๆ อยูภ่ ายในอวัยวะเป้าหมาย
3. ปั ญหาจากเชือ รา (Fungi) พบเชื อราทังราเขี
ยวและราดําในตับกุ้งที
ป่ วยเป็ นโรคขี ขาวและจากอาหารกุ้ง
ภาพโดยศูนย์วิจยั และพัฒนาประมงชายฝั งจันทบุรี
ราเขียวและราดําทีพบในตับของตัวอย่างกุ้งขี ขาว
22
4. ปั จจั ย สิ งแวดล้ อ มในบ่ อ เลี ย งไม่ เ หมาะสม เช่น คุณ ภาพนํ า ไม่ ดี
อุณหภูมินํ าสูง (เช่น สูงกว่า 33oC) อันเนืองมาจากสภาวะโลกร้ อน ทําให้ ก้ งุ ขาวไม่
ค่อยกินอาหาร
5. ปั ญหาคุณภาพอาหาร เช่น มีการปนเปื อ นของสารบางชนิดทีเป็ นพิษ
กับ กุ้ง อย่า งไรก็ ต ามสาเหตุจ ากคุณ ภาพอาหารนี ต รวจสอบได้ ย าก เนื อ งจากมี
ส่วนประกอบของวัตถุดบิ หลายอย่าง จึงยังไม่มีข้อมูลมากนัก
การป้องกันและรักษาโรคขีข าว
จะเห็นได้ วา่ โรคขี ขาวเกิดได้ จากหลายสาเหตุ
ดังนันในการป
้ องกันและ
รักษาโรคจะต้ องทําการวินิจฉัยโรคให้ ถกู ต้ องเสียก่อน เพราะเชื อโรคแต่ละชนิดจะมี
การป้องกันและรักษาไม่เหมือนกัน เพือเป็ นการป้องกันการใช้ ยาผิดประเภทหรื อ
ก่อให้ เกิดการดื อยาของเชื อโรคขึ นได้ แนวทางในการป้องกันและรักษาโรคขี ขาวมี
ดังนี คือ
1. สุม่ เก็บตัวอย่างกุ้งในบ่อ เพือตรวจเชื อพยาธิกรี การี นและเชื อแบคทีเรี ยเป็ น
ระยะทุกๆ 10 วัน
2. หากพบกรี การี นหรื อเชื อราให้ ผสมกระเทียมสด สารสกัดข่า หรื อสารสกัด
เปลือกมังคุดในอาหาร โดยใช้ 10-100, 20 และ 13 กรัมต่ออาหาร 1
กิโลกรัม ตามลําดับ ผสมอาหารให้ ก้ งุ กินติดต่อกัน 7-10 วัน
3. ในกรณีทีพบว่าโรคขี ขาวเกิดจากพยาธิกรี การี น
ให้ ใช้ ยาโทลทราซูริล
(Toltrazuril) อัตราส่วน 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ผสมอาหารให้ ก้ งุ กิน
ติดต่อกัน 5-7 วัน
4. หากพบแบคทีเรี ยก่อโรค
สามารถใช้ สารสมุนไพรหรื อยาปฏิชีวนะทีขึ น
ทะเบียนและอนุญาตให้ ใช้ ได้ ในการเพสะเลี ยงสัตว์นํ า
โดยปฏิบตั ิตาม
คําแนะนําในฉลากยาอย่างเคร่งครัด
23
5. มีการเตรี ยมบ่อเลี ยงกุ้งทีดี มีการกรองนํ าและฆ่าเชื อนํ า มีการกําจัดเจ้ าบ้ าน
ทีเป็ นตัวกลาง (intermediate host) จากบ่อเลี ยง เช่น หอย เนืองจากวงจร
ชีวิตบางช่วงของกรี การี นต้ องอาศัยอยูใ่ นหอย หรื อ หนอนตัวกลม จึง
จําเป็ นต้ องกําจัดเจ้ าบ้ านตัวกลางเสียก่อน
6. ลูกกุ้งทีนํามาเลี ยง ควรผ่านการตรวจสอบว่าไม่มีการปนเปื อ นของพยาธิกรี การี น เนืองจากกรี การี นบางชนิดพบการติดเชื อในลูกกุ้ง
7. เลือกใช้ อาหารกุ้งทีมีคณ
ุ ภาพดี มีการขึ นทะเบียนอาหารทีถกู ต้ อง เป็ น
อาหารใหม่ทียงั ไม่หมดอายุ และไม่มีเชื อรา
8. ใช้ โปรไบโอติก (Probiotics) และสารกระตุ้นภูมิค้ มุ กัน ผสมในอาหารเลี ยง
กุ้ง จะช่วยให้ ก้ งุ มีภมู ิค้ มุ กันทีแข็งแรงและมีความต้ านทานต่อเชื อต่างๆ เพิม
มากขึ น
9. ควรงดอาหารมื อทีนํ าร้ อนจัด และให้ อาหารเมือสภาวะแวดล้ อมดีขึ น
10. ไม่ควรเลี ยงกุ้งหนาแน่นมาก ในขณะทีมีอากาศร้ อนและอุณหภูมิของนํ าสูง
หากเลี ยงกุ้งหนาแน่นมากควรทยอยจับออกบางส่วน
11. ควบคุมสภาวะแวดล้ อมในการเลี ยง
โดยเฉพาะคุณสมบัตนิ ํ าให้ มีการ
เปลียนแปลงน้ อยทีสดุ เนืองจากอาหารทีเหลือหรื อขี กุ้งซึงเป็ นของเสียในบ่อ
เป็ นสาเหตุให้ มีแก๊ สพิษในนํ ามาก
เช่น
แอมโมเนีย
ไนไตรท์
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ควรเติมจุลินทรี ย์ผสมนํ าสาดให้ ทวั บ่อ เพือช่วยย่อยสลาย
ของเสียทีอยูใ่ นรูปของสารอินทรี ย์
7. โรคตายคด่ วน (Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease: AHPND)
24
ภาพจาก สถาบันวิจยั สุขภาพสัตว์นํ าชายฝั ง (2556)
สาเหตุของโรค
โรคตายด่วน หรื อ AHPND เกิดจากเชื อแบคทีเรี ย V. parahaemolyticus
สายพันธุ์ทีมีความรุ นแรงพิเศษทีทําให้ เกิดความผิดปกติทีตบั และตับอ่อนของกุ้งซึง
แตกต่างจากสายพันธุ์ทีมีอยูเ่ ดิม
เจ้ าบ้ านและการแพร่ กระจาย
พบการติดเชื อในกุ้งทะเลได้ แก่ กุ้งขาวแวนนาไม (L. vannamei) กุ้งกุลาดํา
(P. monodon) และกุ้งขาว (L. chinensis) มีรายงานการระบาดในประเทศจีน
เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศไทยนอกจากนัน เมือต้ นปี 2557 มีรายงานการพบ
โรค AHPND ในประเทศเม็กซิโกและอินเดีย
อาการของโรค
ตับและตับอ่อนทีซีดขาวและฝ่ อลีบของลูกกุ้งขาวที ตรวจพบ AHPND
ทีมา: D Lightner
กุ้งทีได้ รับเชื อแบคทีเรี ย ตับและตับอ่อนของกุ้งมีสีซีดขาว ตับฝ่ อลีบอย่าง
เห็นได้ ชดั ตับเหนียว บี ด้ วยนิ วมือยาก เปลือกนิม ลําไส้ ไม่มีอาหาร หรื อขาดช่วง อาจ
25
มีจดุ หรื อเส้ นสีดําทีตบั พบอาการของโรคและการตายในกุ้งได้ ตังแต่
วนั ที 10 หลัง
การปล่อย กุ้งป่ วยจะจมลงก้ นบ่อพบกุ้งตายในบ่อประมาณ 40% ในเวลา 3-5 วัน
อายุก้ งุ ป่ วยอยูใ่ นช่วง 10-35 วัน
การตรวจวินิจฉัยโรค
ตรวจทางเนือ เยือวิทยา
พบการเสือมสภาพของตับและตับอ่อนอย่าง
เฉียบพลัน โดยมีการลดจํานวนลงของ R-cell B-cell และ F-cell ในตับและตับอ่อน
ตามด้ วยการลดอัตราการแบ่งตัวของนิวเคลียสใน E-cell เซลล์ตบั และตับอ่อนเริมมี
การเสือมสภาพจากส่วนต้ นของท่อไปจนถึงส่วนปลายของท่อ โดย R, B, และ F-cell
เริมทํางานผิดปกติก่อนและตามด้ วย E-cell ทีทํางานผิดปกติเป็ นชนิดสุดท้ าย ซึง จะ
พยาธิสภาพของตับและตับอ่อนในกุ้งขาวแวนาไม (Penaeusvannamei) ในประเทศไทยทีตรวจพบ AHPNS
ทีมา: T Flegel
พบความผิดปกติของนิวเคลียสในเซลล์ตบั และตับอ่อน เช่น นิวคลีไอของนิวเคลียสมี
26
ขนาดใหญ่ขึ นอย่างเห็นได้ ชดั และมีรูปร่างกลม ทําให้ เซลล์จํานวนมากตายและหลุด
ออกจากผนังของท่อตับและตับอ่อน
เป็ นอาหารของเชื อแบคทีเรี ยกลุม่ เชื อฉวย
โอกาสชนิดต่างๆ โดยเฉพาะกลุม่ วิบริโอ ทําให้ ก้ งุ ตายเป็ นจํานวนมาก ซึง การหลุด
ลอกของเซลล์บผุ นังท่อตับและตับอ่อน ร่วมกับการติดเชื อแบคทีเรี ยชนิดฉวยโอกาส
ทําให้ เกิดการรวมกลุม่ ของเซลล์เม็ดเลือดห้ อมล้ อมบริเวณท่อตับและตับอ่อนทีตาย
ในกุ้งบางตัวพบการรวมตัวของเม็ดสีเมลานินบริเวณท่อตับส่วนต้ นด้ วย
การตรวจด้ วยวิธีพีซีอาร์ โดยใช้ วิธี single step PCR หรื อ nested PCR
เป็ นวิธีทีสะดวกรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้ องมีการพัฒนาให้ ได้ ผลการตรวจทีมี
ความถูกต้ องและแม่นยําสูงขึ น
การควบคุมป้องกัน
การควบคุมและป้องกันโรค ผลจากการศึกษาปั จจัยความเสียงของการเกิด
โรค AHPND พบว่า ลูกกุ้งและคุณภาพของลูกกุ้ง การใช้ สารเคมีในการเตรี ยมบ่อ
และปริมาณอาหารทีให้ ก้ งุ ตังแต่
เริมลงกุ้ง เป็ นปั จจัยเสียงทีทําให้ ก้ งุ เป็ นโรค AHPND
ได้ ง่าย ดังนัน ในการควบคุมและป้องกันโรค AHPND ในบ่อดิน ควรพิจารณา
หลักเกณฑ์เพือลดความเสียงของการเกิดโรค AHPND ดังนี 1. ลูกกุ้งแข็งแรง (ปลอดเชื อแบคทีเรี ย V. parahemolyticus จะยิงดี)
2. จัดสมดุลเชื อแบคทีเรี ยในนํ า เน้ นแบคทีเรี ยตัวดีคมุ แบคทีเรี ยตัว
ร้ าย
3. ตัดเชื อแบคทีเรี ยในตัวลูกกุ้ง และควบคุมเชื อแบคทีเรี ยในตัวกุ้ง
ระหว่างการเลี ยง
4. เตรี ยมบ่อโดยเน้ นการเตรี ยมอาหารธรรมชาติและใช้ จลุ ินทรี ย์
5. เริมให้ อาหารลูกกุ้ง 10-15 วันหลังปล่อยเลี ยง และปริมาณอาหาร
รวมใน 1 เดือนแรกไม่ควรเกิน 120 กก.ต่อ ลูกกุ้ง 1 แสนตัว
27
ขัน ตอนการเตรี ยมบ่ อ
- หลังจากจับกุ้งแล้ วให้ กําจัดเลนและของเสียก้ นบ่อ ตากบ่อให้ แห้ ง
- ทําความสะอาดบ่อโดยวิธีล้างบ่อโดยนํานํ าเข้ าบ่อให้ มีปริ มาณนํ า
เพียงพอทีอปุ กรณ์ในการคราด ไถ พรวน หรื อคลาดโซ่ทํางานได้ เพือให้
เลน สารอินทรี ย์ นํ าและออกซิเจนทีก้นบ่อผสมกัน ซึง จะช่วยให้ กาซพิษ
หรื อสารพิษ รวมทังจุ
ลินทรี ย์ทีสะสมในดินสัมผัสกับออกซิเจนอย่าง
ทัว ถึง
- ใส่จลุ ินทรี ย์ปม. 1 ในอัตราส่วน 100 ลิตรต่อไร่** หรื อจุลินทรี ย์กลุม่ แบ
ซิลสั ทีมีขายในท้ องตลาด หรื อ อีเอ็ม (20 ลิตรต่อไร่) สาดให้ ทวั บ่อทิ งไว้
7 วัน หรื อวัดพีเอชนํ าได้ ประมาณ 7.8-8.2 และตรวจไม่พบแอมโมเนีย
ในนํ า
(**ปม 1 พร้ อมใช้ เตรี ยมจาก ผสมหัวเชื อจุลินทรี ย์ 1 ซอง (100 กรัม)
กับนํ าสะอาดจํานวน 250 ลิตร อาหารกุ้ง 0.5 กก. และกากนํ าตาล 0.5
ลิตร คนให้ เข้ ากัน ปิ ดฝาถัง เติมอากาศเบาๆ นาน 36-72 ชัว โมง จะได้
จุลินทรี ย์พร้ อมใช้ งาน)
- หว่านปูนอัตราส่วน 25-50 กก/ไร่ เติมนํ าเข้ าบ่อเลี ยงโดยผ่านการกรอง
ถ้ าบ่อเคยเป็ นโรคหรื ออยูใ่ นบริเวณทีมีการระบาดของโรคกุ้งให้ ใส่ยาฆ่า
พาหะและ/หรื อยาฆ่าเชื อในนํ า (คลอรี นดิฟเทอเร็ ก + ยาฆ่าเชื อชนิด
อืนๆ) [**ถ้ าไม่เคยเป็ นโรคหรื อมีการป้องกันโรคทีดีแล้ วไม่จําเป็ นต้ องใช้
ยาฆ่าเชื อดังกล่าว] ตรวจวัดพีเอชนํ าประมาณ 7.8-8.2
- หลังจากนัน 2 วันให้ ใส่กากนํ าตาล 20 ลิตรต่อไร่และจุลินทรี ย์ปม. 1 ใน
อัตราส่วน 100 ลิตรต่อไร่ หรื อจุลินทรี ย์กลุม่ แบซิลสั ทีมีขายใน
ท้ องตลาด หรื อ อีเอ็ม (20 ลิตรต่อไร่)
28
- เตรี ยมรํ าหมักเพือทําสีนํ าและสร้ างอาหารธรรมชาติ (หนอนแดง ไรแดง)
ก่อนปล่อยกุ้งลงเลี ยง
ลูกกุ้งก่ อนปล่ อยเลีย ง
- ลูกกุ้งมีขนาดความยาวของลําตัวเหมาะสมกับอายุ ตับขนาดใหญ่สีเข้ ม
เห็นได้ ชดั เจน
- ลูกกุ้งก่อนปล่อยจะต้ องได้ รับการตรวจสุขภาพทางห้ องปฏิบตั กิ าร (เน้ น
ความสําคัญตามลําดับก่อนหลัง) หรื อเป็ นลูกกุ้งทีผ่านการทดสอบตาม
มาตรฐานของกรมประมง
o ท่อตับไม่หด บิด เสียรูป หรื อมีเซลล์หลุดลอกจากท่อตับ
o มีเม็ดไขมันสะสมในเซลล์ตบั ในจํานวนมาก
o ไม่พบเชื อ V. parahemolyticus และมีคา่ แบคทีเรี ยวิบริโอรวม
ไม่เกิน 102 cell/g
- ลงลูกกุ้ง P13 ในอัตราไม่เกิน 150,000 ตัว/ไร่ ไม่รวมแถม
การรักษาสมดุลย์ ของเชือ แบคทีเรี ยในนํา (ใช้ ตราดโมเดล หรือ semifloc
หรือตามโปรแกรมด้ านล่ าง)
1. ให้ กินอาหารธรรมชาติเป็ นหลักในช่วง 15 วันแรก
2. อาหารรวมใน 1 เดือนแรกไม่ควรเกิน 150 กก.ต่อ ลูกกุ้ง 1 แสนตัว
3. ใส่จลุ ินทรี ย์ในนํ าทุกๆ 3-5 วัน เริมตังแต่
วนั ที 7 ของการปล่อยลงเลี ยง
4. เริมใส่กากนํ าตาลทุกๆวันโดยการละลายนํ าสาดให้ ทวั บ่อก่อนการให้
อาหารมื อแรกของแต่ละวันตังแต่
วนั ที 7 ของการเลี ยง โดยดูจาก
29
ปริมาณอาหารรวมทีให้ แก่ก้ งุ ในบ่อในวันก่อนหน้ า และคํานวณเป็ น
ปริมาณกากนํ าตาลทีใช้ โดยใช้ กากนํ าตาลในอัตรา 1 ลิตรต่อทุกๆการ
ให้ อาหารกุ้ง 8 กก
5. ตรวจเช็คปริมาณเชื อวิบริโอรวมในนํ าทุกๆ 1 อาทิตย์ โดยเริมเมือกุ้ง
อายุได้ 15 วัน
5.1 ไม่ควรมีวิบริ โอรวมในนํ าเกิน 104 cell/ml
5.2 สัดส่วนของโคโลนีสีเขียวไม่ควรเกิน 30% ของทังหมด
ในกรณีคา่ ทังสองตํ
ากว่าทีกําหนดให้ ปฏิบตั ติ ามข้ อ 3-4
ในกรณีทีผลการเพาะเชื อในนํ าเกินกว่าค่าทีกําหนดทัง 2
ค่า หรื อมีวิบริ โอรวมในนํ าเกิน 103 cell/ml และเกินกว่า
50% เป็ นโคโลนีสีเขียว ให้ ปฏิบตั ดิ งั นี • ลงยาฆ่าเชื อแบคทีเรี ยในนํ า
• หลังจากลงยาฆ่าเชื อแล้ ว 12 ชม. ให้ ใส่
กากนํ าตาล 20 ลิตรต่อไร่และจุลินทรี ย์ปม. 1 ใน
อัตราส่วน 100 ลิตรต่อไร่ หรื อจุลินทรี ย์กลุม่ แบ
ซิลสั ทีมีขายในท้ องตลาด หรื อ อีเอ็ม (20 ลิตรต่อ
ไร่)
• ใส่จลุ ินทรี ย์ซํ าอีกครัง ในอีก 3 วันถัดไป จากนันให้
ปฏิบตั ติ ามข้ อ 3-4
การควบคุมเชือ แบคทีเรี ยในตัวกุ้งระหว่ างการเลีย ง
o ให้ กินโปรไบโอติกชนิดทีผา่ นการหมักแล้ ว (นํ าสัปปะรด, ยาคูลท์,
โยเกิร์ต, โปรไบโอติกทีมีขายในท้ องตลาดใช้ ตามคําแนะนําของ
30
ผู้ผลิต) ผสมอาหารให้ ก้ งุ กิน เริมใช้ ได้ ตงแต่
ั ก้ งุ เริ มกินอาหารเรื อยไป
จนถึง 60 วัน
วิธีการกําจัดเชือ โรคในแหล่ งเพาะเลีย งกุ้งทะเล
1. การป้องกันเชือ โรคแพร่ กระจายสู่สัตว์ นาํ ธรรมชาติ
ไม่ควรทิ งกุ้งทีป่วยเป็ นโรคในระยะต่างๆ เช่น ไข่ทงที
ั ได้ รับการผสม และ
ไม่ได้ รับการผสม ระยะวัยอ่อน ระยะวัยรุ่น ตัวเต็มวัย หรื อของเสียทีได้ จากกุ้งทะเล
เช่น อวัยวะภายใน เปลือก ชิ นส่วนต่างๆ ลงสูแ่ หล่งนํ าธรรมชาติ เพราะจะเป็ นการ
แพร่เชื อโรคจากฟาร์ มสูส่ ตั ว์นํ าธรรมชาติ หรื อฟาร์ มข้ างเคียงทีใช้ แหล่งนํ าร่วมกัน
เมือพบว่ามีก้ งุ ป่ วยเป็ นโรคตาย ควรเก็บซากกุ้งขึ นจากบ่อ ฝั งกลบหรื อเผา
ทําลายด้ วยความร้ อน หากตัดสินใจทีจะกําจัดทิ งให้ ปิดบ่อ กําจัดเชื อโรคในขณะที
สัตว์ป่วยนันยั
งอยูใ่ นบ่อและฆ่าเชื อก่อโรคในนํ าก่อนปล่อยทิ งด้ วยสารเคมีทีอนุญาต
ให้ ใช้ เช่น คลอรี น ส่วนบ่อเปล่าควรฆ่าเชื อก่อนทําการเลี ยงในรอบต่อไป
2. สุขอนามัย และความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)
ในการเพาะเลี ยงกุ้งทะเลเมือพบว่ากุ้งป่ วยเป็ นโรค จะมีวิธีการฆ่าเชื อโรคได้
หลายวิธี เพือป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค สําหรับเกษตรกรทีเลี ยง
กุ้งด้ วยระบบไบโอซีเคียวหรื อระบบความปลอดภัยทางชีวภาพนัน การจัดการกับเชื อ
โรคทีปนเปื อ นในบ่อเลี ยงจัดเป็ นส่วนหนึงของโปรแกรมความปลอดภัยทางชีวภาพ
ในการกําจัดโรคให้ หมดไปจากฟาร์ ม มีแนวทางปฏิบตั ไิ ด้ ดังนี 31
2.1 เครืองมือและอุปกรณ์
-เครื องมือทัง หมดทีใช้ ในการให้ อาหาร ใช้ ในการทําความสะอาด
และใช้ กําจัดสัตว์นํ าทีตาย ควรใช้ เฉพาะบ่อ ไม่ควรใช้ ร่วมกันหลายๆ บ่อ
-เครื องจักรทีใช้ ในการเพาะเลี ยงกุ้ง ต้ องไม่เคลือนย้ ายจนกว่าจะไม่
มีก้ งุ ในบ่อ หรื อเก็บเกียวแล้ ว ในกรณีทีจําเป็ นต้ องเคลือนย้ าย ต้ องมีการล้ างและ
ฆ่าเชื อด้ วยสารเคมีทีอนุญาต นอกจากนี เครื องจักรทีใช้ ควรล้ างและฆ่าเชื อก่อน
นําเข้ าและนําออกจากฟาร์ ม
-ส่วนระบบให้ อาหารอัตโนมัติ ห้ องเก็บของ และ module ควรล้ าง
และฆ่าเชื อก่อนนําไปใช้ ในจุดอืน ในส่วนของอุปกรณ์ทีใช้ ในนํ าจืดไม่ควรเคลือนย้ าย
ระหว่างแหล่งเลี ยง
2.2 ยานพาหนะของฟาร์ ม
ผู้ดแู ลฟาร์ มควรมีการจัดการเกียวกับยานพาหนะ ดังนี -อนุญาตให้ ยานพาหนะของฟาร์ มเท่านันที
เข้ าถึงหน่วยผลิต ส่วน
ยานพาหนะชัวคราว ยานพาหนะของผู้เยียมชมและของคนงานไม่ควรเข้ าบริ เวณ
หน่วยผลิต
-ยานพาหนะทุกชนิดทีเข้ าสู่หน่วยผลิต ต้ องฆ่าเชื อทีอาจติดมากับ
ยานพาหนะนันๆ
เมือเข้ าและออกจากฟาร์ มโดยใช้ สารทีได้ รับอนุญาต
-ผู้ดแู ลฟาร์ มควรขอใบรับรองการฆ่าเชื อก่อนทียานพาหนะจะเข้ าสู่
หน่วยผลิต โดยใบรับรองต้ องแสดงว่า ถังต่างๆทีบรรจุสตั ว์นํ ามากับยานพาหนะต้ อง
ปลอดเชื อ
-ยานพาหนะและบรรจุภัณฑ์ต้องฆ่าเชื อก่อนย้ ายไปยังหน่วยผลิต
อืน และใบรับรองการฆ่าเชื อจะถูกร้ องขอเมือไปยังหน่วยผลิตตามลําดับต่อไป
-ไม่ ค วรให้ ยานพาหนะเข้ ามาในเขตฟาร์ มในเวลาเดี ย วกั น
โดยเฉพาะยานพาหนะทีเก็บซากสัตว์นํ า
32
2.3 บุคคลากร
-บุคคลากรทีจะเข้ าไปในพื นทีการเลีย งจะต้ องเปลียนรองเท้ า ฆ่า
เชื อโรคทีอาจติดมากับรองเท้ า
-บุค คลที ม ากับ ยานพาหนะต้ อ งทํ า ตามขัน ตอนการฆ่า เชื อ ของ
ฟาร์ ม
3. การกําจัดเชือ โรคจากแหล่ งนํา ใช้
โรคกุ้งสามารถเข้ าสู่ฟาร์ มได้ หลายทาง เช่น แหล่งนํ าธรรมชาติ สัตว์พาหะ
ได้ แก่ ปูธรรมชาติทีตดิ โรค ลูกกุ้ง กุ้งบางชนิด เพือเป็ นการป้องกันไม่ให้ เชื อโรคเข้ าสู่
ฟาร์ ม และลดการปนเปื อ นเชื อโรคทีมาจากธรรมชาติ ทําได้ ดังนี 3.1 การกรองนํ า
สูบนํ ามายังคลองส่งนํ าทีมีแท่งปูนวางเรี ยงอยู่ เพือกําจัด สัตว์ และขยะ
ขนาดใหญ่ จากนันนํ
าผ่านไปยังตะแกรงละเอียด และสุดท้ ายกรองด้ วยผ้ ากรองทีมี
ขนาดของตากรอง 150 – 250 ไมโครเมตร
3.2 การกรองเป็ นชันด้
วยวัสดุ
ทําโดยนํ ามาผ่านวัส ดุตัวกรองที ประกอบด้ วยชัน กรวดหยาบ เพื อ
กําจัดขยะและสัตว์นํา ขนาดใหญ่ ชัน ต่อมาเป็ นทรายและกรวดทีละเอียดขึ น และ
ขันตอนสุ
ดท้ ายเป็ นทราย
3.3 การใช้ คลอรี นและกําจัดคลอรี น
สูบนํ าจากแหล่งนํ าธรรมชาติมายังคลองส่งนํ า หรื อบ่อเลี ยง หรื อบ่อ
พักนํ า และใส่คลอรี นให้ ปริมาณเพียงพอเพือฆ่าเชื อโรคและสัตว์นํ าพาหะต่างๆ
3.4 ลดการเปลียนถ่ายนํ า
33
บางฟาร์ มใช้ เครื องให้ อากาศ และการใช้ ระบบนํ าแบบหมุนเวียนใน
บ่อเลี ยงกุ้งเพือลดการใช้ นํ าจากแหล่งนํ าธรรมชาติ ซึงจําเป็ นต้ องมีการฆ่าเชื อก่อน
ใช้ เพือลดปริมาณสารอาหาร ก่อนการทิ งนํ าจากฟาร์ ม
อย่างไรก็ตาม เพือเพิมประสิทธิ ภาพในการกํ าจัดโรค ควรใช้ วิธีดงั กล่าว
ข้ างต้ นร่วมกัน
4 การฆ่ าเชือ ในนํา ทิง
4.1 การใช้โอโซน
โอโซนมีประสิทธิภาพในการควบคุมจุลชีพในนํ าทิ ง ทีความเข้ มข้ น 0.08 –
10 มก./ลิตร พบว่าเป็ นปริมาณทีเพียงพอในการลดปริมาณแบคทีเรี ย
หมายเหตุ การวัดปริ ม าณโอโซนในนํ า ทะเลยัง เป็ นปั ญหาเนื องจากการ
เปลียนรู ปอย่างรวดเร็ วของโอโซนในนํ าทะเล การรวมตัวของโอโซนร่วมกับนํ าทะเล
จะเกิดสารประกอบ hypobromite, bromime หรื อ hypobromous acid ซึงเป็ นพิษ
ต่อสัตว์นํ าวัยอ่อน การกําจัดควรใช้ การกรองด้ วยถ่านก่อนปล่อยสู่ภายนอก การใช้
UV กําจัดโอโซนในนํ าทะเลจะทําให้ การกําจัดสมบูรณ์
4.2 คลอรี น
การใช้ คลอรี น ในรูปโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ทีความเข้ มข้ น 25 mg –Cl/l มี
ประสิทธิภาพในการกําจัดโปรโตซัว สําหรับการกําจัดจุลชีพทีได้ ผล แนะนําให้ ใช้ ที
ความเข้ มข้ น 50 mg –Cl/l หากใช้ ในความเข้ มข้ นทีสูงกว่านีต ้ องอยู่ภายใต้ การ
ควบคุม และควรระวังไอระเหยซึง เป็ นพิษ
4.3 ไอโอโดฟอร์ (Iodophors)
ไอโอโดฟอร์ เป็ นสารประกอบไอโอดีน มีประสิทธิภาพในการกําจัดโปรโตซัว
ตํากว่าโอโซนและคลอรี น
34
5. เสือ ผ้ าและอุปกรณ์
การทํ า ความสะอาดด้ ว ยผงซัก ฟอกและสารฆ่ า เชื อ ก่ อ นการฆ่ า เชื อ ที
เหมาะสม
5.1 ไอโอโดฟอร์ เช่น Wescodyne หรื อ Betadine ที 200 – 250 mg
iodine/l สามารถใช้ ในอ่างล้ างเท้ า แต่ข้อเสีย คือ ติดเสื อผ้ า
5.2 คลอรี น (สารฟอกขาวที 50 mg Cl / l ) ใช้ ในอ่างล้ างเท้ าหรื อใช้ ล้าง
เครื องมืออุปกรณ์
5.3 โซเดียมไฮดรอกไซค์ (1% NaoH) + 0.1% Teepol หรื อ ผงซักฟอก
สามารถใช้ ในอ่างล้ างเท้ าสําหรับรองเท้ าบูทยาง
หมายเหตุ
ห้ ามใช้ กบั รองเท้ าผ้ า / รองเท้ าบูทผ้ า
โซเดี ย มไฮดรอกไซด์ สามารถใช้ ฆ่ า เชื อ ในโรงเรื อ น อุ ป กรณ์
เพาะเลี ยงสัตว์นํ า ทางเดินคอนกรี ต และถังทีไม่มีรูพรุน
ถังควรขัดล้ างด้ วยนํ า หรื อ ไอนํ าร้ อน เพือกําจัดสารอินทรี ย์ จากนัน
ฉีดพ่นด้ วยสารละลาย 1% โซเดียมไฮดรอกไซด์ทีผสม 0.1% Teepol ทีความเข้ มข้ น
2.5 ลิตร /ตารางเมตร ให้ ทวั พื นผิว ทิ งไว้ เป็ นเวลา 24 ชัว โมง (ค่า pH ควรสูงกว่า 12)
การฆ่ า เชื อ ในท่ อ และถั ง กรองสํ า หรั บ ระบบนํ า หมุน เวี ย น สามารถใช้
สารละลายฆ่าเชื อเช่นเดียวกัน ในการทําความสะอาดระบบ เช่น ถังพักนํ า ต้ องใส่
สารละลายให้ เพียงพอในระบบท่อทุกท่อ ทิ งไว้ เป็ นเวลา 24 ชัว โมง (ค่า pH ควรสูง
กว่า 12) เมือสิ นสุดการทําความสะอาด สารละลายทีเก็บไว้ สามารถนําไปฆ่าเชื อ
วัสดุกรอง ตะแกรง อุปกรณ์อืนๆ เช่น ตาข่าย ถังขยะ ถังเล็กๆ โดยทําการจุ่มแล้ วทิ ง
ไว้ 24 ชม.
การฆ่าเชื อถังและอุปกรณ์ รวมทังระบบหมุ
นเวียนนํ า ควรล้ างก่อนเติมนํ า
สิงสําคัญอีกอย่าง คือ ต้ องทําให้ สารฆ่าเชื อมีความเป็ นกลางก่อนปล่อยทิ ง โดยใช้
กรดไฮโดรคลอริก
35
เจ้ าหน้ าทีปฏิบตั งิ านทีต้องสัมผัสกับสารละลายฆ่าเชื อ ควรสวมถุงมือและ
แต่งกายทีเหมาะสม เพือป้องกันการสัมผัสกับตาและผิวหนัง
6. ระบบและอุปกรณ์ อืนในการเลีย งกุ้ง
อุปกรณ์ ฟาร์ ม
-ตาข่าย อวน สายให้ อากาศ ควรเปลียนบ่อยๆ เมือผ่านการฆ่าเชื อ
ด้ วยคลอรี น เพราะคลอรี นจะทําลายวัสดุดงั กล่าว ทําให้ อายุการใช้ งานสันลง
-วัส ดุอุป กรณ์ เช่ น ท่อ พลาสติก ขนาดใหญ่ ถัง ขนถ่ า ย กระชัง
กระชังเก็บเลี ยง โต๊ ะ จานวัดความขุ่น-ใสของนํ า (Secchi disc) เครื องแก้ วในห้ อง
ปฏิบตั ิการ ควรแช่ในสารละลายคลอรี น 200 พีพีเอ็ม แช่ให้ ท่วมอุปกรณ์ ดงั กล่าว
เป็ นเวลา 24-48 ชัว โมง
-อุปกรณ์ อืนๆ ควรแช่ในสารละลายคลอรี น 200 พีพีเอ็ม จากนัน
นํามาตากให้ แห้ งเพือให้ สมั ผัสกับแสงแดด
-เครื องมือและเครื องจักร เช่น รถแทรกเตอร์ รถบรรทุก เครื องมือที
ให้ พลังงาน ทีเคลือนย้ ายและเคลือนย้ ายไม่ได้ ควรทําความสะอาดด้ วยสารละลาย
ทําความสะอาดมาตรฐาน ส่วนเศษโคลน เศษอาหารกุ้งทีติดอยูก่ บั อุปกรณ์ดงั กล่าว
ต้ องล้ างออกให้ หมด และฆ่าเชื อโดยใช้ สารละลายไอโอโดฟอร์ ทีความเข้ มข้ น 200
พีพีเอ็ม หรื อใช้ ไอนํ าเช็ดล้ าง
-เครื องมือขนาดเล็ก เช่น ตาชัง เครื องให้ พลังงานขนาดเล็ก ถ้ าเป็ น
พลาสติก ควรเช็ดด้ วยสารละลายคลอรี น 200 พีพีเอ็ม ถ้ าเป็ นวัสดุอืนให้ เช็ดด้ วย
ไอโอโฟอร์ 200 พีพีเอ็ม จากนันนํ
าไปเก็บในโรงเก็บ ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทีมี
ความแม่นยํา ไม่ควรให้ สมั ผัสกับไอหรื อควันของสารเคมีดงั กล่าว
36
7. การจัดการสําหรับโรงเพาะฟั กกุ้งและบ่ อเลีย งกุ้งแม่ พันธุ์
โรงเพาะฟั กกุ้งทะเล และบ่อเลี ยงพ่อแม่พนั ธุ์ก้งทะเล ควรใช้ นํ าทะเลทีผ่าน
การฆ่าเชื อและกําจัดเชื อโรค สัตว์นําพาเชื อโรค และพาหะ โดยผ่านการกรองทาง
กายภาพ ใช้ แสง UV และสารเคมีฆา่ เชื อ
นํ าทะเลทีใช้ ต้องผ่านการกรอง หรื อกรองด้ วยปั‰ มความดันสูงและอุปกรณ์
การกรองทีมีขนาดต่างๆ บางฟาร์ มใช้ การกรองและใช้ แสง UV ร่วมกันในการฆ่าเชื อ
หรื อ การใช้ ส ารเคมี ฆ่าเชื อ โดยใช้ ค ลอรี นและกํ าจัดคลอรี น หรื อ ใช้ โ อโซนความ
เข้ มข้ นสูง
8. การฆ่ าเชือ ในบ่ อเลีย งกุ้งทะเล
หลังการเก็บเกียวผลผลิตจากบ่อ ต้ องมีการตรวจดูพื นบ่อ หากมีเลนต้ องมี
การบําบัดและนําออก วิธีการบําบัดดังนี 8.1 การใช้ คลอรี น
คลอรี นมักใช้ เป็ นประจํา ในการบําบัดบ่อหรื อใช้ กําจัดเชื อโรค หลังจากเอา
นํา ออกจากบ่อ เก็บสัตว์นํา ต่างๆออกไปแล้ วค่อยเติม นํา จากนัน นําอุปกรณ์ เ ติม
อากาศออกจากบ่อเพือป้องกันการกัดกร่ อน เติมแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ให้ มีความ
เข้ ม ข้ น 10 พีพี เอ็ม เจ้ าหน้ าทีผ้ ูปฏิบัติง านควรสวมชุดที สามารถกันนํา ได้ เพื อ
ป้องกันการสัมผัสกับผิวหนัง และสวมหน้ ากาก (mask) และมีผ้าป้องกันหน้ าเพือ
ป้องกันการสัมผัส กับดวงตา ควรเติมแคลเซียมไฮโปคลอไรท์ เป็ นระยะเพือให้ ไ ด้
ความเข้ มข้ น 10 พีพีเอ็ม ตลอด 20-48 ชัว โมง คลอรี นจะฆ่ากุ้งและสัตว์นํา อืนใน
มวลนํ า หลังจากการบําบัดบ่อด้ วยคลอรี นแล้ วก่อนปล่อยนํ าทิ ง ต้ องทําให้ คลอรี น
เป็ นกลางโดยให้ สมั ผัสกับแสงแดด และอากาศอย่างน้ อย 48 ชม. หรื อเติมโซเดียม
ไธโอซัลเฟต ทีอัตราส่วน 5 โมเลกุลของโซเดียมไธโอซัลเฟตต่อ 4 โมเลกุลคลอรี น
(นํ าหนักโซเดียมไซโอซัลเฟต 2.85 เท่า / นํ าหนักคลอรี น 1 เท่า)
37
ขนาดบ่อ
ความลึก
ปริมาณ
เฮกแตร์(ha)
1 เมตร
10,000 ล บ.ม.
ความเข้มข้น
คลอรีน
10 ppm
ปริมาณ
คลอรีน
100 kg
HTH
(65% active Cl)
154 kg
ปริมาณ
ไซโอซัลเฟต
285 kg
**ไม่ ควรปล่ อยนํา ทิง จนกว่ าปริมาณคลอรีนจะเป็ น 0 พีพีเอ็มหรือตรวจไม่ พบการปนเปื อนของคลอรีน
ในนํา
8.2 การใส่ปนู ขาว
ปูนขาวในรูปของแคลเซียมออกไซด์ มักนําไปใช้ ในบ่อทีแห้ ง ซึง ปูนขาวจะไป
ย่อยสลายสารอินทรี ย์ โดยปูนขาวจะไปดึงนํา ออกจากสารอินทรี ย์ ใช้ ในอัตราส่วน
20-25 กิโลกรัม/ไร่ ขึ นอยูก่ บั ความเป็ นกรด-ด่างของดิน สิงทีควรระวัง คือต้ องแน่ใจว่า
ปูนขาวกระจายทัว ผิวหน้ าดิน ปล่อยทิ งไว้ อย่างน้ อย 1 อาทิตย์ หรื อจนกว่าดินจะแห้ ง
แตกลึกประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร จากนัน ค่อยเติมนํ า ลงในบ่อ นอกจากนี ยัง
สามารถใช้ ปนู ขาวหลังจากมีการไถพรวนในอัตรา 50 % จากนัน ตากบ่ออีก 1 อาทิตย์
(ขึ นอยู่กับสภาพอากาศ) สําหรับแคลเซียมไฮดรอกไซด์ มีประสิทธิภาพในการปรับ
pH ตํากว่าปูนขาว และไม่สามารถดึงนํ าจากสารอินทรี ย์
8.3 การตากบ่อและไถพรวน
การไถพรวนเป็ นวิ ธี ก ารลดสารอิ น ทรี ย์ ใ นดิ น เลนก้ นบ่อ ทํ า ให้ เ กิ ด การ
หมุนเวี ยนของสารอาหาร ปรับ pH กํ าจัดศัตรู พาหะ และเป็ นการฆ่าเชือ โดยลด
จํานวนจุลชีพด้ วยการสัมผัสกับแสงแดด เติมอากาศ และการดึงนํ าออกจากดิน ใน
บางภูมิภ าค การตากบ่อและไถพรวนมักทํ าในช่วงหน้ าแล้ ง โดยปล่อยให้ ดินแห้ ง
จนกระทัง ผิวดินแตกระแหงลึกประมาน 10 เซนติเมตร หลังจากนันจะไถพรวนจนดิ
น
แตกลึกประมาณ 20 เซนติเมตร แล้ วปล่อยทิ งไว้ อย่างน้ อย 1 อาทิตย์ ก่อนเติมนํ าและ
เลี ยงต่อไป
38
การทําให้ สารฮาโลเจนเป็ นกลาง (Neutralisation of Halogcns)
คลอรี นและไอโอดี นเป็ นสารในกลุ่ม ฮาโลเจนที เ ป็ นพิ ษ ต่อสัต ว์ นํา ก่ อ น
ปล่ อ ยทิ ง ลงแหล่ ง นํ า จะต้ อ งทํ า ให้ ส ารดัง กล่ า วเป็ นกลางเสี ย ก่ อ น ต่อ ไปนี เ ป็ น
ข้ อแนะนําในการทําสารกลุ่มฮาโลเจนดังกล่าวให้ เป็ นกลางด้ วยโซเดียมไธโอซัลเฟต
เพือขจัดความเป็ นพิษ โดยอาศัยหลักการคํานวณทีว่า 5 โมเลกุลของโซเดียมไธโอ
ซัลเฟต จะทําปฏิกิริยากับคลอรี น 4 โมเลกุล หรื อนํา หนักของโซเดียมไธโอ
ซัลเฟตจะเป็ น 2.85 เท่ าของนํา หนักคลอรีนในนํา
ดังนัน ถ้ าเราต้ องการทําให้ คลอรี นจํานวน 1 กรัมเป็ นกลาง จะต้ องใช้
โซเดียมไธโอซัลเฟตจํานวนทังสิ
น 2.85 กรัม จากหลักเกณฑ์ดงั กล่าวเราสามารถ
คํานวณปริมาณโซเดียมไธโอซัลเฟตทีจะใช้ ในการทําให้ คลอรี นเป็ นกลางได้ ดังนี คลอรีน
จํานวนกรัมของไธโอซัลเฟต = 2.85 x จํานวนกรัมของคลอรี น
เช่นเดียวกับคลอรี น เราสามารถทํ าให้ ไอโอดีนเป็ นกลางได้ ซึงจะต้ องใช้
จํานวนไธโอซัลเฟตเป็ น 0.78 เท่าของจํานวนไอโอดีน 1 กรัม
ไอโอดีน
จํานวนกรัมของไธโอซัลเฟต = 0.78 x จํานวนกรัมของไอโอดีน
หรือ กรณีทีคลอรี นและไอโอดีนอยู่ในรูปของสารละลาย ควรเตรี ยมไธโอซัลเฟต
ในรูปของสารละลายเช่นเดียวกัน จะต้ องเตรี ยมสารละลายไธโอซัลเฟต 1 % โดย
นํ าหนัก ดังนัน การคํานวณปริมาณไธโอซัลเฟตทีใช้ เป็ นดังนี คลอรีน
28.5 x (จํานวนลิตรของสารละลายฆ่าเชื อ X ความเข้ มข้ น mg /L) / 100
ไอโอดีน
7.8 x (จํานวนลิตรของสารละลายฆ่าเชื อ X ความเข้ มข้ น mg /L) / 100
39
โรคปลา (Fish Diseases)
1.1 โรคทีเกิดจากปรสิต
เกิดจากกลุ่มสิงมีชีวิตขนาดเล็กพวกโปรโตซัวทีอาศัยอยู่ในแหล่งนํ า โปรโต
ซัว มัก เข้ าเกาะที เ หงื อ กหรื อ ตามผิ ว หนั ง ของปลา ทํ า ให้ เกิ ด การระคายเคื อ ง
นํ าหนักลด และอาจตายในทีสดุ ควบคุมหรื อรักษาได้ ง่ายด้ วยสารเคมีทีใช้ กนั ทัว ไป
ในการเลี ย งปลา เช่น จุนสี (copper sulfate)
ฟอร์ ม าลิน หรื อด่างทับทิม
พยาธิภายนอกมีหลายชนิดมักพบเห็นหลังจากเกิดการเปลียนแปลงของอุณหภูมินํ า
หรื อภายหลัง ฝนตกและอุณ หภูมิข องนํ า ที ล ดตําลง เช่น เห็บระฆัง โอโอดีเ นี ย ม
ปรสิตตัวแบน เป็ นต้ น โรคทีเกิดจากปรสิตทีพบมากในการเลี ยงปลาเศรษฐกิจ
1.1.1 โรคจุดขาว เกิดจากซีลิเอตโปรโตซัว (ciliate protozoa) ในสกุลอิค
ไทออปที เ รี ย ส (Ichthyophthirius sp.) ในปลานํ า จื ด และคลิ ป โตแครี อ อน
(Cryptocaryon sp.) ในปลาทะเล ลําตัวเป็ นรู ปกลมหรื อรี คล้ ายไข่ เคลื อนทีไ ด้
พบอยู่ใ ต้ ชัน เนื อ เยื อเกี ยวพันของเหงื อก ผิ วหนัง และครี บ ตัวเต็ม วัย จะออกจาก
ตัวปลา ตกจมอยู่ก้นบ่อ ตัวอ่อนจะว่ายเข้ าสู่ตวั ปลาและพัฒนาเป็ นตัวเต็มวัยและ
สร้ างเกราะหุ้ม เมืออุณหภูมินํา ลดตําลงจะแตกตัวออกมาว่ายนํา เข้ าเกาะเหงื อก
และตัวปลา ปลาจะขับเมือกมาปกคลุมเห็นเป็ นปื น ขาว ทําให้ ความสามารถในการ
แลกเปลียนออกซิเจนลดลง ปลาจะอ่อนแอและตายในทีสดุ
ลักษณะอาการ จะสัง เกตเห็นจุดขาวเล็กๆ ตามผิวตัวและครี บต่างๆ สี
ลําตัวจะคลํ าลง ปลาว่ายนํ าในลักษณะเอาตัวถูกกระชัง ว่ายพลิกตัวไปมา ชอบว่าย
นํ ามารวมกลุม่ กันทีผิวนํ า ไม่กินอาหาร มีเมือกมาก
40
การป้องกันและรั กษา นํ าทีใช้ ควรฆ่าเชื อ ด้ วยคลอรี นและทิ งไว้ ประมาณ 3-4 วัน
เพือตัดวงจรชีวิต หมัน ทําความสะอาดและฆ่าเชื อ กระชัง สวิง และอุปกรณ์อืนๆ ทีใช้
อย่างสมําเสมอ ในช่วงทีมีอากาศเย็น อุณหภูมินํ าตําๆ ควรเพิมอุณหภูมิของนํ าด้ วย
เครื อ งทํ า ความร้ อน (heater) หรื อ คลุม บ่อ ด้ ว ยกระชัง ผ้ า ใบ และควรลดความ
หนาแน่นในการอนุบาลในช่วงทีอากาศเย็น ตรวจปลาก่อนปล่อยเลี ยงการรักษาโดย
การ แช่ปลาในด่างทับทิมเข้ มข้ น 2 ส่วนในล้ านส่วน นาน 15 นาที ติดต่อกัน 3 วัน
โดยระหว่างการรั กษาต้ องเพิม ออกซิ เ จนตลอดเวลา และหลักรั ก ษาควรเปลี ย น
กระชัง หรื อบ่อทุกครัง หรื อแช่ปลาในสารละลายฟอร์ มาลีนเข้ มข้ น (37%) 25-30
ส่วนในนํ าล้ านส่วน นาน 24 ชัว โมง เปลียนถ่ายนํ า ทําซํ าเช่นเดิมติดต่อกันให้ ครบ 3
ครัง
1.1.2 โรคสนิมเหล็ก เกิดจากโปรโตซัว เซลล์รูปร่างกลมหรื อแบนรูปไข่ มี
อวัยวะคล้ ายแส้ 2 เส้ นเพือใช้ เกาะตัวปลา นิวเคลียสขนาดใหญ่ ภายในเซลล์มีเม็ดสี
นํ าตาลปนเหลืองเล็ก ๆ จํานวนมาก ปรสิตทีทําให้ เกิดโรคนี ในปลานํ าจืด มีชือว่า
โอโอดีเนียม (Oodinium sp.) หรื อพิสซิโนโอดิเนียม (Piscinoodinium sp.) และทีทํา
ให้ เกิดโรคในปลานํ ากร่อยหรื อปลาทะเล มีชือว่า อะมิโลโอดิเนียม (Amyloodinium
sp.) ตัวอ่อนว่ายนํ าเกาะตัวปลา ตามเหงือกและลําตัว ทําให้ มีสีเหลืองแกมนํ าตาล
หรื อเป็ นฝ้า สีขาว ตัวเต็มวัยว่ายนํ าหลุดออกจากตัวปลา แล้ วแบ่งตัวออกเป็ น
2 เซลล์ ก่อนจะแยกกันมีการสร้ างเกราะหุ้มเซลล์ไว้ แล้ วแต่ละเซลล์จะแบ่งตัวได้ ตวั
อ่อน จากนันจะเจาะเกราะออกมาหาปลาเกาะอี
กครัง
41
ลักษณะอาการ ปลาทีเป็ นโรคนี จะว่ายนํ าทุรนทุรายบางครัง พบว่ากระพุ้ง
แก้ มเปิ ดอ้ ามากกว่าปกติ อาจมีแผลตกเลือดหรื อรอยด่างสีนํ าตาลหรื อเหลืองคล้ าย
สีสนิมตามลําตัว ครี บหางตกหรื อลู่ลง ปลาจะทยอยตายติดต่อกันทุกวัน ถ้ าปลา
ไม่ได้ รับการรักษาอย่างถูกต้ อง ปลาจะตายหมดบ่อ โรคนี พบมากในลูกปลาขนาด
เล็ก
การป้องกันและรักษา เนืองจากวงจรชีวิต ตัวอ่อนว่ายอยู่ในนํ า ดังนัน นํ าทีใช้ ควร
ผ่านการกรองและฆ่าเชื อก่อนนําไปใช้ รวมถึงอุปกรณ์ทีใช้ ในโรงเพาะฟั ก รักษาโดย
การแช่ปลาในด่างทับทิมเข้ มข้ น 2 ส่วนในล้ านส่วน นาน 15 นาที ติดต่อกัน 3 วัน
โดยระหว่างการรั กษาต้ องเพิม ออกซิ เ จนตลอดเวลา และหลักรั ก ษาควรเปลี ย น
กระชัง หรื อบ่อทุกครัง หรื อแช่ปลาในสารละลายฟอร์ มาลีนเข้ มข้ น (37%) 25-30
ส่วนในล้ านส่วน เป็ นเวลา 24 ชัวโมง จากนัน เปลี ยนถ่ายนํ า และแช่ส ารละลาย
ฟอร์ มาลินใหม่ ทําซํ าให้ ครบ 3 ครัง ติดต่อกัน
1.1.3 โรคเห็ บ ระฆั ง เกิ ด จากซี ลี เ อตโปรโตซั ว ในสกุ ล ทริ คอลิ น่ า
(Trichodina sp.) เป็ นปรสิตภายนอกเกาะอยู่บนตัวปลาตามผิวหนัง ครี บ และ
เหงือก กินเนื อเยือผิวหนังทีถกู ทําลายเป็ นอาหาร เห็บระฆังสามารถเพิมจํานวนได้ ดี
ในแหล่งนํ าทีมีการถ่ายเทนํ าไม่ดีหรื อแหล่งนํ าทีสกปรก มีของเสียจากการให้ อาหาร
มากเกินไป มักพบได้ บอ่ ยหลังฝนตกติดต่อกัน และอุณหภูมินํ าลดตําลง
42
ลักษณะอาการ ปลาทีมีเห็บระฆังเกาะเป็ นจํานวนมากจะมีสีซีดผิดปกติ
ปลาจะขับเมือกออกมามาก ครี บกร่อน ครี บแหว่ง หนวดกุด เหงือกกร่ อนเน่า เซือง
ซึม และลอยตัวอยู่ตามผิวนํ า หรื อขอบบ่อ กินอาหารน้ อยลง บางครัง จะว่ายนํ าเอา
ตัวถูกบั ก้ อนหิน พื นบ่อ หรื อ วัสดุในนํ า
การป้องกันและรั กษา ก่อนปล่อยปลาลงในบ่อเลี ยง ควรกําจัดเห็บระฆังทีอาจ
ติดมากับลูกปลาโดยการแช่นํ ายาฟอร์ มาลินเข้ มข้ น (37%) ในอัตรา 30 ส่วนในล้ าน
ส่วน แช่ตลอด หมันคอยสัง เกตอาการปลา โดยเฉพาะหลัง ฝนตก และอุณ หภูมิ
ลดตําลง เนืองจากความต้ านทานของปลาลดตําลง เห็บระฆังทีมกั พบอยู่ทวั ไปในนํ า
จะเข้ าเกาะตัวปลาได้ ง่าย รักษาโดยการแช่ปลาในนํ ายาฟอร์ มาลีนเข้ มข้ น 250 ซีซี
ต่อนํ าหนึงลูกบาศก์เมตร แช่นาน 30 นาที เปลียนถ่ายนํ า หรื อใช้ ฟอร์ มาลีนเข้ มข้ น
25-35 ซีซีต่อนํา หนึงลูกบาศก์ เมตร แช่ตลอด เมือครบ 24 ชัว โมง เปลียนถ่ายนํา
เติมฟอร์ มาลีนใหม่ทําติดต่อกันให้ ครบ 3 วัน
1.1.4 โรคปลิงใส เกิดจากปรสิตพวกตัวแบน เรี ยกว่า ปลิงใส ปรสิตชนิดนี จะเข้ าเกาะตามลําตัวและเหงือกของปลา มีอยู่ 2 ชนิดทีพบ
ไจโรแดคทิลสั
(Gyrodactylus sp.) กับแดคเทิลโลไจลัส (Dactylogyrus sp.) ลําตัวใส มีลําตัว
แบน ส่วนท้ ายมีอวัยวะช่วยในการยึดเกาะซึงเป็ นขอหนาม
ใช้ ยึดเกาะลําตัว
ของปลาเพือกินเซลล์ผิวหนัง และเนื อเยือของปลาเป็ นอาหาร
มีการสืบพันธุ์
แบบอาศัยเพศและมีทงแบบออกลู
ั
กเป็ นไข่และออกลูกเป็ นตัว วงจรชีวิตอยู่ในเจ้ า
บ้ านเพียงชนิดเดียว
43
ลัก ษณะอาการ ปลามี สีตัวคลํ า ลง มักอ้ ากระพุ้ง แก้ ม ที ผิวนํ า เมื อเปิ ด
เหงื อกดู จะเห็นปรสิตเกาะอยู่เ ป็ นเส้ นสี ขาว ถ้ ามีปรสิตเกาะเป็ นจํ านวนมาก
เหงือกจะมีลกั ษณะแดงชํ าเป็ นช่วงๆ และพบปรสิตเกาะตามตัวปลาทัว ไป ปลากิน
อาหารน้ อยหรื อไม่กินอาหาร
การป้องกันและรั กษา ก่อนนําปลามาเลี ยง ควรสุ่มปลามาตรวจหาปรสิตก่อนลง
เลี ย ง หากพบปลิ ง ใสในปริ ม าณไม่ ม าก ควรกํ า จัด โดยนํ า ปลาไปแช่ ใ นนํ า ยา
ฟอร์ ม าลี นเข้ ม ข้ น 250 ส่ว นในล้ า นส่ว น นาน 30 นาที ก่ อนปล่อ ยปลาลงเลี ย ง
เมือปลาติดเชื อปรสิตให้ แช่ปลาทีติดเชื อในนํ ายาดิพเทอร์ เร็ กซ์เข้ มข้ น 0.25-0.5 ส่วน
ในล้ านส่วน ถ่ายนํ าออกและเปลียนนํ าใหม่ เติมนํ ายาดิพเทอร์ เร็ กซ์ใหม่ทําติดต่อกัน
2-3 วัน หรื อแช่ในนํ ายาฟอร์ มาลีนเข้ มข้ น 250 ส่วนในล้ านส่วน นาน 30 นาที วันละ
ครัง ติดต่อกัน 3 วัน หรื อจนกระทังหาย เมื อปลาเริ ม มีอาการต้ องรี บทํ าการรักษา
หากปล่อยทิ งไว้ นานปรสิตจะมีการเพิมจํานวนมากขึ นส่งผลให้ ปลามีอตั ราการตาย
เพิมสูงขึ น
1.2 โรคแบคทีเรีย
ส่วนมากจะเกิ ดขึน ในอวัยวะภายในของปลา และจํ าเป็ นต้ องรั กษาด้ วย
ยาปฏิชีวนะผสมอาหารให้ กิน หรื อแช่ ยาปฏิชีวนะทีใช้ จะต้ องได้ รับการขึ นทะเบียน
และอนุญ าตให้ ใ ช้ ต ามประกาศของกรมประมง ลัก ษณะอาการของโรคติด เชื อ
แบคที เ รี ย ที พ บทัว ไป คื อ มี อ าการตกเลื อ ดตามลํ า ตัว หรื อมี แ ผลหลุม ตกเลื อ ด
บริ เวณรอบปากและตา ท้ องบวมมีของเหลวในช่องท้ อง ตาโปน เป็ นต้ น โรคทีเกิด
จากเชื อแบคทีเรี ยทีพบมากในการเลี ยงปลาเศรษฐกิจ ได้ แก่
1.2.1 โรคแฟลกซิแบคเตอร์ เกิดจากเชื อแบคทีเรี ยในสกุล แฟลกซิแบค
เตอร์ (Flexibacter) มีรูปร่างเป็ นแท่งยาว เคลือนทีแบบ glinding
44
ลักษณะอาการ ทําให้ เกิดบาดแผลทีผิวหนัง มีแผลเปื อยตามลําตัว ครี บ
และหาง เห็นเป็ นฝ้าขาวบริเวณขอบแผลมีสีแดงเรื อๆ โดยรอบ
การป้องกั นและการรั ก ษา มักพบอาการดังกล่าวหลัง การจับ หรื อการลํ าเลียง
ขนส่งทีรุนแรง หรื อในช่วงทีอณ
ุ หภูมินํ าตําๆ ประมาณ 22-25 องศาเซลเซียส ดังนัน
ควรหลีกเลียงสภาวะดังกล่าว การรักษาโรคติดเชือ แฟลกซิแบคเตอร์ โดยการแช่
ยาปฏิ ชี ว นะออกซิ เ ตตร้ าซัย คลิ น 10-15 ส่ ว นในล้ านส่ ว น ร่ ว มกับ สารละลาย
ด่างทับทิม 2.5 ส่วนในล้ านส่วน แช่นาน 24 ชัวโมง หรื อใช้ ยาเหลือง (Acriflavin)
100 ส่วนในล้ านส่วน แช่ 1 นาที ระหว่างแช่ยาควรให้ ออกซิเจนตลอดเวลา และถ้ า
พบว่าปลามีอาการกระวนกระวายเนืองจากขาดออซิเจนให้ เปลียนถ่ายนํ าทันที
1.2.2 โรคสเตรปโตคอคโคซีส เกิดจากเชื อแบคทีเรี ยสกุล สเตรปโต
คอคคัส (Streptococcus sp.) ในกลุ่ม beta-hemolytic ได้ แก่ Streptococcus
iniae, S. Agalactiae มีรูปร่างกลม ต่อเป็ นสาย หรื ออาจพบอยูเ่ ป็ นคู่
ลักษณะอาการ ปลาทีเป็ นโรคจะว่ายนํ าเฉื อยๆ ตาโปนขุ่นขาว หรื อตก
เลือดใน ลูกตา มีบาดแผลบริ เ วณลําตัว และโคนครี บหาง เชือ แบคทีเรี ยจะเข้ า
ทําลาย อวัยวะภายใน ตับชํ าเลือด ม้ ามและไตบวม เชื อแบคทีเรี ยติดต่อได้ จาก
อาหารและจากการนําปลาทีมีเชื อก่อโรคมาก่อนแล้ วนํามาเลี ยงในบ่อหรื อกระชัง
45
การป้องกันและรั กษา หลีกเลียงการใช้ อาหารสดเพราะอาจติดโรคได้ ไม่ควรนํา
ปลาเป็ นโรคมาเลี ย งรวมกับปลาปกติ ก่อนนํ ามาเลี ย งควรรั บการตรวจโรคก่อน
สามารถรักษาโรคสเตรปโตคอคคัส ด้ วยยาปฏิชีวนะหรื อยาต้ านจุลชีพหลายชนิด
ผสมอาหารให้ กิน เช่น ออกซิเ ตตร้ าซัย คลิน แอมพิซิลิน เป็ นต้ น ทัง นี ค วรมี การ
ตรวจสอบความต้ านทานเชื อแบคทีเรี ยต่อยาปฏิชีวนะก่อนการใช้ ยา และควรใช้ ยา
ปฏิชีวนะทีได้ รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา หรื อตามทีเภสัชกรสัง เท่านัน
1.2.3 โรควิบริ โอซีส หรื อ Bacterial Hemorrhacgic Septicemia เกิด
จากเชื อแบคทีเรี ยในสกุลวิบริ โอ (Vibrios) ได้ แก่ Vibrio parahemolyticus,
V.
anguillaru, V. vulnificus
มีรูปร่ างเป็ นแท่ง พบอยู่ทัวไปในแหล่งนํ า เค็ม
โดยเฉพาะบริเวณทีมีสารอินทรี ย์สงู
ลักษณะอาการ ปลาทีเป็ นโรคจะเซืองซึม ว่ายนํ าเฉื อยๆ ไม่กินอาหาร มี
อาการ ตกเลือดบริ เวณผิวหนังและครี บ พบบาดแผลบริ เวณลําตัว บางครัง พัฒนา
เป็ น แผลหลุม ท้ องบวม มี ข องเหลวในช่องท้ อง เชื อ แบคที เ รี ยจะเข้ าทํ าลาย
อวัย วะภายใน ตับ ชํ า เลื อ ด ม้ า มและไตบวม มี อ าการติ ด เชื อ ในกระแสเลื อ ด
เชื อแบคทีเรี ยติดต่อได้ จากอาหาร นํ า และการสัมผัสกับปลาทีเป็ นโรค
46
การป้องกันและรั กษา หลีกเลียงการใช้ อาหารสดเพราะอาจติดโรคได้ ไม่ควรนํา
ปลาเป็ นโรคมาเลีย งรวมกับปลาปกติ ควรตรวจหาเชือ แบคทีเรี ยก่อนนํามาเลีย ง
สามารถรักษาโรควิบริ โอซีสได้ ด้ วยการใช้ ยาปฏิชีวนะหรื อยาต้ านจุลชีพผสมอาหาร
ให้ กิน เช่น ออกซิเตตร้ าซัยคลิน ยาในกลุ่มซัลฟา และยาในกลุ่มควิโนโลน เป็ นต้ น
ทังนี
ควรมีการตรวจสอบความต้ านทานเชื อแบคทีเรี ยต่อยาปฏิชีวนะก่อนการใช้ ยา
และควรใช้ ยาปฏิชีวนะทีได้ รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยา หรื อตามทีเภสัชกร
สัง เท่านัน
1.3 โรคไวรัส
โรคทีเกิดจากเชื อไวรัสจะมีอาการคล้ ายคลึงกับโรคทีเกิดจากเชื อแบคทีเรี ย
นอกจากใช้ วิธีการทางห้ องปฏิบตั ิการในการพิสจู น์ยืนยัน โรคไวรัสมีความยุ่งยากใน
การตรวจวินิจฉัยและยังไม่มียาหรื อสารเคมีในการรักษา โรคไวรัสในปลาทีสําคัญ
ได้ แก่ โรคควงสว่าน Lymphocystis และโรคทีเกิดจากเชื อ iridovirus เป็ นต้ น
1.3.1 โรคควงสว่ าน (Viral Nervous Necrosis) เกิดจากเชื อ โนดา
ไวรัส (nodavirus) เป็ นไวรัสชนิดอาร์ เอ็นเอ ไม่มีเปลือกหุ้ม และมีเส้ นผ่าศูนย์กลาง
25-30 นาโนเมตร เป็ นเชื อไวรัสทีก่อโรคในปลาทะเล สามารถถ่ายทอดจากแม่สลู่ ูก
และจากปลาชนิดหนึง สูป่ ลาอีกชนิดหนึง ได้ เชื อไวรัสจะทําลายระบบประสาท สมอง
และตา
ลักษณะอาการ ไม่กินอาหาร ตัวดําลีบ ปลาจะลอยตัวขึ นมาทีผิวนํ าเป็ น
ครัง คราว โดยว่ายนํ าแบบควงสว่านแล้ วจมลง ขึ นลงสลับกันไป ลูกปลาจะมีอาการ
47
ดังกล่าวประมาณ 2-3 วัน จากนันปลาจะลอยตั
วบริ เวณผิวนํ า และมีอาการตัวงอ
ท้ องบวมมากกว่าปกติ ในปลาวัยอ่อนและวัยรุ่ นจะตาย 90-100% ภายใน 1-2 วัน
หลังจากแสดงอาการ แต่ในปลาขนาดใหญ่ มีอตั ราการตายน้ อยประมาณ 10 %
การป้องกันและรั กษา หลีกเลียงอนุบาลหรื อเลี ยงปลาหนาแน่น ตรวจหาเชื อไวรัส
ในลูกปลาก่อนปล่อยเลี ยง ควรมีการบําบัดและฆ่าเชื ออุปกรณ์ บ่อฟั กและอนุบาล
ในโรงเพาะฟั ก ด้ ว ยสาร ละลายไอโอดี น และฆ่ า เชื อ ในนํ า ที ใ ช้ ใ นโรงเพาะฟั ก
ด้ ว ยสารละลายคลอรี น และมี ก ารคัด เลื อ กพ่อ แม่พัน ธุ์ ที ป ลอดเชื อ มาใช้ ใ นการ
เพาะเลี ยง ยังไม่มียาหรื อสารเคมีในการรักษา
1.3.2 โรคหูดปลา (Lymphocystis) เกิดจากเชื ออิริโดไวรัส (Iridovirus)
เป็ นไวรัสชนิดดีเอ็นเอ ไม่มีเปลือกหุ้ม เส้ นผ่านศูนย์กลาง 150-200 นาโนเมตร
ลักษณะอาการ มีตมุ่ เล็กๆ ใสคล้ ายเม็ดสาคูจบั กันเป็ นก้ อน หรื อมีสีชมพู
เรื อๆ ติดอยูต่ ามครี บหลังและครี บหาง ส่วนใหญ่พบในปลากะพงขาว สําหรับปลา
กะรั ง จะพบตุ่ม คล้ ายเม็ ดสาคูแ ต่มี สี ดํา เชื อ ไวรั ส จะทํ าให้ เ ซลล์ ผิวหนัง ของปลา
ขยายตัวมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
48
การป้องกันและการรักษา พบได้ บอ่ ยในกระชังทีมีปลาเลี ยงอย่างหนาแน่น และมี
คุณภาพนํ าไม่เหมาะสม ควรคัดแยกปลาเป็ นโรคออกจากปลาปกติ พร้ อมกับดูแล
สุข ภาพปลาให้ แ ข็ ง แรงอยู่เ สมออาการของโรคจะหายไปเอง ภายใน 3 เดื อ น
โดยไม่ต้องใช้ ยาหรื อสารเคมี โดยการปรับปรุงคุณภาพนํ าและลดความหนาแน่นลง
เพือไม่ทําให้ ปลาเกิดความเครี ยด
1.3.3 โรค Sleepy Grouper Diseases เกิดจากเชื ออิริโดไวรัส (iridovirus)
เป็ นไวรัสชนิดดีเอ็นเอ ไม่มีเปลือกหุ้ม เส้ นผ่านศูนย์กลาง 150-200 นาโนเมตร
ลักษณะอาการ ในปลากะรังทีมีขนาดตังแต่
100 กรัมขึ นไปจนถึงขนาด
ตลาด ปลาจะมีอาการท้ องบวม ตัวมีสีดําคลํา ไม่กินอาหาร และพบว่าเชื ออิริโด
ไวรัส มีสว่ นในการเกิดโรคดังกล่าว
การป้องกัน ในการขนย้ ายปลาระมัดระวัง และควรพิถีพิถนั ในการจับปลาเมือย้ าย
บ่อ หรื อ กระชัง ไม่ ป ล่ อ ยปลาหนาแน่ น เกิ น ไป กระชัง ควรมี ก ารไหลเวี ย นของ
กระแสนํ า และมีการถ่ายเทนํ าทีดี ตรวจสอบคุณภาพนํ าสมําเสมอ เมือพบว่าปลามี
อาการของโรคให้ รีบตักปลาออกทันที ไม่มียาและสารเคมีในการรักษา การดูแล
สภาพแวดล้ อมของการเลี ยงทีดีอยูเ่ สมอจะช่วยลดความเสียงของการเกิดโรคได้
1.3.4 โรคแผลตุ่มหนองในปลากะรัง เกิดจากเชื ออิริโดไวรัส (iridovirus)
เป็ นไวรัสชนิดดีเอ็นเอ ไม่มีเปลือกหุ้ม เส้ นผ่านศูนย์กลาง 180-200 นาโนเมตร
49
ลักษณะอาการ พบในปลากะรังวัยรุ่ น (30-50 กรัม) ปลาจะไม่กินอาหาร
เซืองซึม และมีต่มุ นํ าเล็ก ๆ สีขาวกระจายบริ เวณลําตัว เมือแตกออกจะกลายเป็ น
แผลหลุม อวัยวะภายในจะชํ าเลือด มีการติดเชื อในกระแสเลือด ปลาตายประมาณ
70-90% ภายหลังแสดงอาการของโรคแล้ ว ติดต่อกันผ่านทางนํา และการสัมผัส
โดยตรงบริเวณบาดแผล
การป้องกัน ระมัดระวังในการขนย้ ายปลา และควรพิถีพิถนั ในการจับปลาเมือย้ าย
บ่อ หรื อ กระชัง ไม่ ป ล่ อ ยปลาหนาแน่ น เกิ น ไป กระชัง ควรมี ก ารไหลเวี ย นของ
กระแสนํ า และมีการถ่ายเทนํ าทีดี เมือพบว่าปลามีอาการของโรคให้ รีบตักปลาออก
ทันที การดูแลสภาพแวดล้ อมของการเลี ยงทีดีอยู่เสมอจะช่วยลดความเสียงของ
การเกิดโรค ยังไม่มียาและสารเคมีในการรักษา
50
บรรณานุกรม
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2550. โรคและการจัดการสุขภาพสัตว์นํ า
ชายฝั ง (กุ้งทะเล/ปลาทะเล). กรุงเทพฯ. 55 หน้ า.
Andrade, T.P.D., Redman, R.M. and D.V. Lightner. 2008. Evaluation of the
preservation of shrimp samples with Davidson’s AFA fixative for
infectious myonecrosis virus (IMNV) in situ hybridization. Aquaculture
278: 179-183.
Andrade, T.P.D., Srisuvan,T., Tang, K. F.J. and D. V. Lightner. 2007. Realtime reverse transcription polymerase chain reaction assay using
TaqMan probe for detection and quantification of Infectious
myonecrosis virus (IMNV). Aquaculture 264: 9–15.
Kasornchnadra J. 2002. Major viral and bacterial diseases of cultured
seabass and groupers in Southeast Asia. In: Diseases in Asian
Aquaculture IV. Lavilla-Pitogo and Cruz-Lacier (Eds). Fish Health
Section, Asian Fisheries Society, 2002.
Kasornchandra J., M. Thavornyutikarn and T. Jaritngarm. 2008.
Streptococcus iniae associated with mortality of farmed cobia
(Rachycentron canadum). Thai Fisheries Gazette 61: 540-543.
Lightner, D.V. 1996. A handbook of shrimp pathology and diagnostic
procedures for disease of cultured
penaeid shrimp.
World
Aquaculture Society, Baton Rouge, Louisiana, USA.
Lightner, D.V., Pantoja, C.R., Poulos, B.T., Tang, K.F.J., Redman, R.M.,
Andrade, T.P.D. and J.R. Bonami. 2004. Infectious myonecrosis: new
disease in Pacific white shrimp. Global Aquaculture Advocate 7: 85.
51
Maria G.L.C., Ana C.G.S., Cândida M.V.V.N., João M.O.N., Antonio C.N.L.,
Rubens G.F., Diego F. A., Rodrigo M. and C.V.G. Tereza. 2009.
Susceptibility of the wild southern brown shrimp (Farfantepenaeus
subtilis) to infectious hypodermal and hematopoietic necrosis (IHHN)
and infectious myonecrosis (IMN). Aquaculture 294 (1-2): 1-4.
Nibert, M.L. 2007. ‘2A-like’ and ‘shifty heptamer’ motifs in penaeid shrimp
infectious myonecrosis virus, a monosegmented double-stranded
RNA virus. Journal of General Virology 88: 1315–1318.
Poulos, B.T., Tang K.F.J., Pantoja, C.R., Bonami, J.R. and D.V. Lightner.
2006. Purification and characterization of infectious myonecrosis
virus of penaeid shrimp. Journal of General Virology 87: 987–996.
Senapin S., Phewsaiya, K., Briggs, M. and T.W. Flegel. 2007. Outbreaks of
infectious myonecrosis virus (IMNV) in Indonesia confirmed by
genome sequencing and use of an alternative RT-PCR detection
method. Aquaculture 266: 32–38.
Tang K.F.J., Pantoja, C.R., Poulos, B.T., Redman, R. M. and D.V.
Lightner .2005. In situ hybridization demonstrates that Litopenaeus
vannamei, L. stylirostris and Penaeus monodon are susceptible to
experimental infection with infectious myonecrosis virus (IMNV).
Diseases of Aquatic Organisms 63: 261–265.
Tang K.F.J., Pantoja, C.R., Redman, R.M. and D.V. Lightner. 2007.
Development of in situ hybridization and RT-PCR assay for the
detection of a nodavirus (PvNV) that causes muscle necrosis in
Penaeus vannamei. Diseases of Aquatic Organisms 75: 183–190.
52
Timothy C.J., Robin M.O., Jeffrey M.L. and Paul F.F. 1994. Paraophioidina
scolecoides n. sp., a new aseptate gregarine from cultured Pacific
white shrimp Penaeus vannamei. Diseases of Aquatic Organisms.
19: 67-75.
Vanpatten, K. A., Nunan, L. M. and D.V. Lightner. 2004. Seabirds as
potential vectors of penaeid shrimp viruses and the development of a
surrogate laboratory model utilizing domestic chickens. Aquaculture
241: 31–46.
World Organization for Animal Health (OIE). 2010a. Animal Health Code
2010.
World Organization for Animal Health (OIE). 2010b. Manual of Diagnostic
Tests for Aquatic Animals 2010.
53