Transcript Powerpoint
กระบวนการ Research Mapping และการตั้งโจทย์ วจิ ัยระบบสุ ขภาพ พัฒนาการของการแสวงหาความรู้ วิธีการในสมัยโบราณ – – – – – – โดยบังเอิญ (By chance) โดยขนบธรรมเนียมประเพณี (By tradition) โดยผู้มีอานาจ (By authority) จากประสบการณ์ ส่วนตัว (By personal experience) โดยการลองผิดลองถูก (By trail and error) โดยผู้เชี่ยวชาญ (By expert) วิธีอนุมาน (Deductive method) – ผู้นาแนวคิด: อริสโตเติล – ประกอบด้ วย • เหตุใหญ่ : เป็ นข้ อเท็จจริงใหญ่ ที่บอกถึงลักษณะทั้ง มวลของเรื่ องนั้น • เหตุย่อย: เป็ นข้ อเท็จจริงเฉพาะกรณี • ข้ อสรุป: เป็ นผลที่ได้ จากการพิจารณาความสั มพันธ์ ของเหตุใหญ่ และเหตุย่อย ถือว่ าเป็ นความรู้ ทตี่ ้ องการ วิธีอปุ มาน (Inductive method) – ผู้นาแนวคิด: ฟรานซิส เบคอน – วิธีการ • เก็บข้ อมูล (เหตุย่อย) • วิเคราะห์ ข้อมูล (พิจารณาความสั มพันธ์ ของเหตุ ย่ อย) • สรุปผล (ผลใหญ่ ) วิธีอนุมาน-อุปมาน (Deductive - Inductive method) – ผู้นาแนวคิด: ชาร์ ลส์ ดาร์ วนิ – ขั้นตอน • • • • • ขั้นปัญหา นิยามปัญหา ตั้งสมมติฐาน ลองคิดหาคาตอบ ตรวจสอบความถูกต้ องของสมมติฐาน โดยวิธีอนุมาน ทดสอบสมมติฐานโดยการปฏิบัติ โดยวิธีอุปมาน วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) ขั้นตอน • • • • • ขั้นตั้งปัญหา (Problem) ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) ขั้นเก็บรวบรวมข้ อมูล (Collection of data) ขั้นวิเคราะห์ ข้อมูล (Analysis of data) ขั้นสรุปผล (Conclusion) ความหมายของการวิจัย การวิจยั (Research) หมายถึง การค้ นคว้ าหาความรู้ ความจริงโดยวิธีการทีมีระบบเชื่ อถือได้ วัตถุประสงค์ ของการวิจัย 1. 2. เพื่อการแก้ ปัญหา (problem solving research) เพื่อสร้ างทฤษฎี (Theory–developing research) – ใช้ อ้างอิง (Generalization) – อธิบาย (Explanation) – ทานาย (Prediction) – ควบคุม (Control) 3. เพื่อพิสูจน์ ทฤษฎี (theory testing research) ขั้นตอนการวิจัย ตั้งคาถามวิจัย ตั้งสมมติฐาน (ถ้ ามี) ทบทวนทฤษฎีจากเอกสาร และงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้ อง นิยามเพื่อปฏิบัติการวิจัย กาหนดขอบเขตของการวิจัย ตัวแปร ข้ อมูล แหล่ งข้ อมูล) วางแผนออกแบบการวิจัย ทดลองและตรวจสอบ คุณภาพเครื่ องมือ สร้ างเครื่ องมือ กาหนดขนาดกลุ่มตัวอย่ าง เก็บรวบรวมข้ อมูล เขียนรายงานการวิจัย วิเคราะห์ และจัดกระทาข้ อมูล วงจรวิจัย (RESEARCH CYCLE) ทฤษฎี/ผลงานวิจัย/ประสบการณ์ โมเดลการวิจัย สมมุติฐานวิจัย การให้ ข้อเสนอแนะ การสรุปอ้างอิง คาถามวิจัย โจทย์ วจิ ัย การวิเคราะห์ ข้อมูล การออกแบบการวิจัย การเลือกกลุ่มตัวอย่ าง การสร้ างเครื่ องมือ การรวบรวมข้ อมูล ประเด็นวิจัย ึ ษา สงิ่ ทีม ่ ง ุ ่ ศก ้ หา/เรือ เนือ ่ งราว ปัญหาวิจัย •Relationship •Feasibility •Ethics •Significance •Contribution •Conflicts •Originality เขียนในรู ปคาถาม แสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างสิ่ งที่ศึกษา /ตัวแปร คาถามวิจัย ปัญหาวิจัย (research problem) ข้ อความ หรื อคาถามทีน่ ักวิจัยกาหนดเพื่อ ศึกษาหาวิธีแก้ ไข คาถามวิจัย (research question) คาถามทีน่ ักวิจัยกาหนดขึน้ เพื่อหาคาตอบ ซึ่งจะนาไปสู่ วธิ ีการแก้ ไขปัญหาวิจัย นิยมตั้ง คาถามวิจัยว่ า ความสั มพันธ์ ระหว่ างประเด็น ตั้งแต่ สองเรื่ องขึน้ ไปมีลกั ษณะเป็ นอย่ างไร ? แหล่งที่มาของปัญหาวิจัย 1. การอ่านเอกสารต่ าง ๆ ได้ แก่ ตารา บทความ 2. การอ่านงานวิจัยทีผ่ ู้อื่นทาไว้ แล้ว ได้ แก่ วารสารวิจัยต่ าง ๆ บทคัดย่ อปริญญานิพนธ์ /วิทยานิพนธ์ 4. ประสบการณ์ ของผู้วจิ ัย 5. ข้ อเสนอหรื อข้ อคิดของผู้รู้ ผู้ชานาญ 6. การวิเคราะห์ แนวโน้ มของเหตุการณ์ ทเี่ กิดขึน้ 7. ข้ อโต้ แย้ ง ข้ อวิพากษ์ วจิ ารณ์ ของบุคคล 8. การจัดสั มมนา หรื อการอภิปรายปัญหาต่ าง ๆ 9. หน่ วยงาน สถาบันที่ทาวิจัย หลักเกณฑ์ การเลือกปัญหาวิจัย 1. 2. 3. 4. 5. ความสนใจของผู้วจิ ัย ความรู้และความสามารถของผู้วจิ ัย มีคุณค่ าและมีความใหม่ ความเหมาะสมของเวลา งบประมาณและกาลัง สภาพแวดล้อมที่เอือ้ อานวยต่ อการทาวิจัย 1. ความร่ วมมือจากผู้เกีย่ วข้ อง 2. เครื่ องมือในการเก็บรวบรวมข้ อมูล 3. แหล่งศึกษาค้ นคว้ า ลักษณะของปัญหาวิจัยทีด่ ี 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. เกิดเป็ นองค์ ความรู้ ใหม่ หาคาตอบได้ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หาข้ อมูลมาตรวจสอบเพื่อสรุปปัญหานั้นได้ ให้ คานิยามของปัญหาได้ วางแผนดาเนินงานตามขั้นตอนต่ าง ๆ ได้ ไม่ เกินความสามารถของตนเอง มีเครื่ องมือที่ใช้ เพียงพอและคุณภาพดี สรุปความเกีย่ วข้ องของปัญหาวิจยั ชื่ อเรื่ อง วัตถุประสงค์ สมมติฐาน • การเลือกปัญหาเพื่อจะทาการวิจัย: ระบุขอบเขต เช่ น การสื่ อสาร ระยะไกลแบบไร้ สาย การบริหารเว็บ เครื อข่ ายคอมพิวเตอร์ ความเร็ ว สู ง สนใจ ใคร่ รู้ • จากัดขอบเขตของปัญหาให้ แคบลง: กาหนดเป็ นปัญหาเฉพาะที่ สามารถทาวิจัยได้ สาเร็จ ศึกษาทฤษฎี/งานวิจัยที่เกีย่ วข้ อง • ตั้งชื่ อเรื่ องงานวิจัย • เขียนวัตถุประสงค์ การวิจัย • กาหนดเป็ นสมมติฐานการวิจัย กระบวนการทาแผนที่วจิ ัย (research mapping) 1. 2. 3. 4. 5. 6. สถานการณ์ ระบบสุ ขภาพ ขอบเขตความรู้และแหล่งความรู้ทเี่ กีย่ วข้ องกับวิกฤตระบบสุ ขภาพ งานวิจัยในอดีตและปัจจุบันทีเ่ กีย่ วข้ อง ลักษณะ ชนิดและจานวนของนักวิชาการหรื อนักวิจัย ผู้ใช้ ผลงาน วิจัยภาพอนาคตที่ต้องการ (foresight) ในประเด็นนั้นๆ แผนการลงทุนการจัดการวิจัยระบบสุ ขภาพในประเด็นนั้นๆ ตัวอย่ าง การทาแผนทีว่ จิ ัยระบบสุ ขภาพของภาคใต้ 1. 2. 3. 4. ทา Research mapping งานวิจัยระบบสุ ขภาพภาคใต้ โดยใช้ เทคนิค Systematic Review & content analysis และจัดทา Data based งานวิจัยและนักวิจัยทีเ่ กีย่ วข้ องกับสุ ขภาพในภาคใต้ สั งเคราะห์ ความสอดคล้ องของข้ อมูล โดยมีประเด็นการสั งเคราะห์ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ สถานการณ์ สุขภาพใดทีม่ อี งค์ ความรู้จากงานวิจัยอยู่แล้ ว จะต้ องใช้ การจัดการผลงานวิจัยอย่ างไร เพื่อขับเคลื่อนการแก้ ปัญหานั้น สาหรับประเด็นทีส่ อง คือ สถานการณ์ สุขภาพใดทีย่ งั ไม่ มอี งค์ ความรู้เพียงพอ จะต้ องสร้ างองค์ ความรู้ ใด อย่ างไร และมีลาดับความสาคัญอย่ างไร สวรส.ภาคใต้ พัฒนากลไกสุ ขภาพระดับจังหวัดใน 14 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้ วย นักวิชาการ จากสถาบันการศึกษาและจากสานักงานสาธารณสุ ขจังหวัด รวมทั้งแกนนาภาคประชาสั งคมที่ ทางานด้ านสุ ขภาพ ร่ วมกันรวบรวมสถานการณ์ สุขภาพในระดับจังหวัด โดยทั้งจากการรวบรวม ข้ อมูลทุติยภูมิ และการจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากภาคีทุกภาคส่ วน ซึ่งจะทาให้ ได้ ข้อมูล สถานการณ์ จากหน่ วยงานและข้ อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็ นข้ อมูลจากพืน้ ทีท่ สี่ ะท้ อนโดยตรง สร้ างแผนทีล่ กั ษณะ ชนิดและจานวนของนักวิชาการหรื อนักวิจัย ผู้ใช้ ผลงานวิจัย ในแต่ ละประเด็น สร้ างแผนการลงทุนการจัดการวิจัย การประมาณงบลงทุน การเชื่ อมต่ อแหล่ งทุน ตัวอย่ างการทาแผนที่วจิ ยั ในประเด็นที่ถือเป็ นบริบทของภาคใต้ • สุ ขภาพของชาวไทยมุสลิม • ระบบสุ ขภาพในบริเวณลุ่มนา้ • ภูมิปัญญาท้ องถิ่นของภาคใต้ โดยเฉพาะด้ านแพทย์ แผนไทยและ สมุนไพร • สารหนูในอาเภอร่ อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช • การบริการสุ ขภาพทีส่ อดคล้องกับวิถีชีวติ อาชีพของชาวประมง ชาวสวนยางพารา ส่ วนประกอบของชื่ อเรื่ องวิจยั 1. ตัวแปรตาม และ ตัวแปรต้ น (ถ้ ามี) 2. วัตถุประสงค์ หรื อวิธีการวิจยั หลัก 3. บริบท (context) ตัวอย่ าง -ปัจจัยที่มอี ทิ ธิพลต่ อผลสั มฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา -การเปรียบเทียบเจตคติระหว่ างคนงานชายหญิง ความสาคัญของการทบทวนทฤษฎีแนวคิดและงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วข้ อง • • • • เพื่อการค้ นหาข้ อมูล เพื่อเลือกเอกสาร » ปฐมภูมิ ค้ นคว้ าเอง » ทุตยิ ภูมิ อ้ างอิงจากผู้อื่น เพื่อการอ่านและการบันทึก เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลจากเอกสารทีเ่ กีย่ วข้ อง » » » » ดูประเด็นทีค่ วรศึกษา กาหนดสมมติฐานและตัวแปร กาหนดวิธีการวิจัยและเครื่ องมือวัด สร้ างกรอบแนวคิดการวิจัย วัตถุประสงค์ การวิจัย (research objective) 1. เขียนเป็ นข้ อ ๆ เป็ นประโยคบอกเล่ า 2. ขยายรายละเอียด + สอดคล้ องกับหัวข้ อวิจยั 3. แต่ ละข้ อ ระบุประเด็นการศึกษาเพียง ประเด็นเดียว 4. มีความชัดเจนในตัวเองว่ าต้ องการศึกษา ประเด็นใด สมมติฐานการวิจัย (research hypothesis) สมมติฐานวิจัย : ข้ อความที่แสดงถึงการคาดการณ์ ผลการวิจัยทีจ่ ะ ได้ รับ ความสั มพันธ์ ของตัวแปรในลักษณะต่ างๆ • เป็ นประโยคบอกเล่า เข้ าใจง่ าย รัดกุมชัดเจน • สมเหตุสมผลตามทฤษฎี หรื อความรู้เกีย่ วกับเรื่ องนั้นๆ • บอกความสั มพันธ์ เชื่ อมโยงของตัวแปรต้ นและตัวแปร ตามไว้ อย่ าง ชัดเจน • สามารถทดสอบได้ ด้วยวิธีการทางสถิติหรื อหลักฐานอื่น ประเภทของสมมติฐานการวิจยั จาแนกตาม 1. ลักษณะการทดสอบตัวแปร 1.1 สมมติฐานเชิงความสั มพันธ์ -ผลการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ กบั ทักษะการใช้ แป้ นพิมพ์ มี ความสั มพันธ์ กบั ความสาเร็จในวิชาชีพด้ านคอมพิวเตอร์ 1.2 สมมติฐานเชิงเปรียบเทียบ -ผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ของกลุ่มผู้เรียนด้ วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนแตกต่ างจากกลุ่มผู้เรียนที่เรียน ด้ วยการเรียนในชั้นเรียน ประเภทของสมมติฐานการวิจยั (ต่ อ) 2. ระบุทศิ ทางความสั มพันธ์ ของตัวแปร 2.1 สมมติฐานแบบมีทิศทาง -ผลการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ กบั ทักษะการใช้ แป้ นพิมพ์ มี ความสั มพันธ์ เชิงบวกกับความสาเร็จในวิชาชีพด้ าน คอมพิวเตอร์ 2.2 สมมติฐานแบบไม่ มีทิศทาง -ผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ของกลุ่มผู้เรียนด้ วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนแตกต่ างจากกลุ่มผู้เรียนที่เรียน ด้ วยการเรียนในชั้นเรียน ลักษณะของสมมติฐาน สมมติฐานการวิจยั (research hypothesis) สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis) - Null hypothesis - Alternative hypothesis สมมติฐานทางสถิต(ิ Statistical Hypothesis) 2.1 สมมติฐานหลัก (Null Hypothesis) H0: =, ≤, ≥ 2.2 สมมติฐานทางเลือก (Alternative Hypothesis) H1: ≠, >, < ประเภทของการวิจัย จาแนกตามจุดมุ่งหมายและประโยชน์ ของการวิจัย – การวิจัยพืน ้ ฐานหรื อการวิจัยบริสุทธิ์ (Basic Research/Pure Research) – การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) – การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research/ Operations Research) – การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) – การวิจัยนโยบาย (Policy Research) – การวิจัยสถาบัน (Institutional Research/ Administrative Research) จาแนกตามลักษณะข้ อมูล การวิจยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) การวิจยั เชิงคุณลักษณะหรื อเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) • การศึกษาทางมานุษยวิทยา (Anthropological Studies) • การศึกษาทางชาติพนั ธุ์วรรณา (Ethnographic Study) • การศึกษาทางชาติพนั ธุ์วรรณาระดับแคบ (Microethnography Study) • การศึกษาปรากฏการณ์ (Phenomenological Study) CLINICAL STUDY Observational Descriptive Analytic Cross-sectional (prevalence) Retrospective (case-control) Prospective (cohort) Experimental True experimental (randomized controlled) Quasi-experiment Pre-experiment การเขียนโครงร่ างการวิจัย โครงร่ างการวิจัย (research proposal) เป็ นข้ อตกลงระหว่ างผู้วจิ ัยและผู้ให้ ทุน ควรพัฒนาขึน้ ก่ อนจะเริ่มดาเนินการวิจัย เพื่อแสดงรายละเอียดต่ างๆที่ เกีย่ วกับการวิจัย การเขียนโครงร่ างการวิจัยเป็ นเหมือนการแปลงคาถามการวิจัย (research question) ให้ ออกมาเป็ นแผนดาเนินการ (plan of action) ผู้วจิ ัย ต้ องชั่งนา้ หนักระหว่ างความถูกต้ อง (validity) กับความเป็ นไปได้ (feasibility) ของการทาวิจัย ในบางสถานการณ์ ถ้าจะทาวิจัยให้ ถูกต้ อง สมบูรณ์ อาจจะไม่ มีทางเป็ นไปได้ จึงอาจต้ องหย่ อนหลักเกณฑ์ บางอย่ าง เพื่อให้ สามารถดาเนินการวิจัยได้ แต่ ระลึกไว้ เสมอว่ า อย่ าให้ ความเป็ นไปได้ ไปทาลายความถูกต้ องเสี ยทั้งหมด โครงร่ างการวิจัย อาจแบ่ งออกเป็ น 2 ลักษณะ คือ 1. pre-proposal หรื อ concept proposal หรื อ outline proposal 2. full proposal หรื อ detailed proposal pre-proposal มักประกอบด้วยชื่อเรื่ อง คำถำม วัตถุประสงค์ สมมติฐำน (ถ้ำมี) ควำมสำคัญและที่มำของปัญหำ รู ปแบบกำรวิจยั และระเบียบวิธี วิจยั โดยย่อ ข้อจำกัด ผลที่คำดว่ำจะได้รับ และตำรำงปฏิบตั ิงำนโดยย่อ ควำมยำว 2-5 หน้ำ เพื่อแหล่งทุนจะดูแนวคิด ประเมินควำมเหมำะสม คุณภำพและควำมเป็ นไปได้ของงำนวิจยั เมื่อแหล่งทุนเห็นว่ำแนวคิด น่ำสนใจ จึงจะให้ผวู ้ ิจยั พัฒนำโครงร่ ำงกำรวิจยั โดยละเอียด (full proposal ) องค์ประกอบของโครงร่ ำงกำรวิจยั จะมีแบบต่ำงกันตำม แหล่งทุนต่ำงๆ โดยทัว่ ไปมีหวั ข้อคล้ำยกัน กำรเขียนโครงร่ ำงกำรวิจยั เพื่อตอบคำถำม 3 คำถำมคือ ทำไปทำไม จะ ทำอะไร และจะทำอย่ำงไร 1. การเขียนเพื่อตอบคาถาม why (ทาไปทาไม) ส่ วนนีม้ ีความสาคัญมากต่ อการ จะได้ รับทุนสนับสนุนการวิจัย ผู้วจิ ัยต้ องสามารถเขียนโน้ มน้ าวผู้ให้ ทุนเห็น ว่ าเรื่ องนีม้ ีความสาคัญ มีความจาเป็ น มีคุณค่ าและมีประโยชน์ ต้ องแสดงให้ เห็นว่ าผู้วจิ ัยมีความรู้ พืน้ ฐานและเข้ าใจปัญหาทีก่ าลังจะศึกษาอย่ างถ่ องแท้ สามารถเชื่ อมโยงเข้ าสู่ กรอบแนวความคิดของการวิจัย ระบุได้ ว่ามีการศึกษา เกีย่ วกับเรื่ องนีห้ รื อไม่ มีทใี่ ดบ้ าง และการศึกษานีจ้ ะมีส่วนช่ วยเพิม่ คุณค่ าได้ อย่ างไร หัวข้ อทีใ่ ช้ การเขียนเพื่อตอบคาถามว่ าทาไปทาไมของแหล่ งทุนต่ างๆ เช่ น Introduction , Rationale , Background , Background & Significance of Problem , Background & Rationale , The Problem , Problem & Its Significance 2. การเขียนเพื่อตอบคาถาม what (จะทาอะไร) คือวัตถุประสงค์ของ งำนวิจยั ผูว้ ิจยั ต้องกำหนดให้ชดั เจน เฉพำะเจำะจงว่ำจะทำอะไร บอกสิ่ ง ที่จะทำทั้งขอบเขตและคำตอบที่คำดว่ำจะได้รับ กำรตั้งวัตถุประสงค์ตอ้ ง ให้สมเหตุสมผลกับทรัพยำกรที่เสนอขอและเวลำในกำรปฏิบตั ิงำน และ ต้องสอดคล้องกับคำถำมกำรวิจยั วัตถุประสงค์ อำจมี 2 ระดับ คือ 1) วัตถุประสงค์ทวั่ ไป ( general objective ) กล่ำวถึงสิ่ งที่คำดหวัง ว่ำจะเกิดขึ้นจำกกำรวิจยั นี้ เป็ นจุดมุ่งหมำยในระดับกว้ำง ควรเขียนให้ ครอบคลุมงำนวิจยั ที่จะทำทั้งหมด 2) วัตถุประสงค์เฉพำะ (specific objective) กล่ำวถึง สิ่ งที่จะ เกิดขึ้นจริ งในงำนวิจยั เป็ นข้อๆอธิบำยว่ำ ใคร จะทำอะไร มำกน้อยแค่ ไหน ให้กบั ใคร ที่ไหน เมื่อไร และเพื่ออะไร โดยกำรเรี ยงหัวข้อ ควำมสำคัญก่อนหลัง 3 การเขียนเพื่อตอบคาถาม how (จะทาอย่ างไร) เป็ นกำรเขียนอธิบำย รำยละเอียด 4 เรื่ อง คือ 1) กรอบแนวควำมคิดในกำรวิจยั ( conceptual framework ) เขียน เป็ นแผนภูมิ กรอบแนวคิดที่ดี จะช่วยให้ผอู ้ ่ำนทรำบว่ำ ในงำนวิจยั ต้อง เก็บข้อมูลอะไรบ้ำง และข้อมูลมีควำมเชื่อมโยงและสัมพันธ์กนั อย่ำงไร 2) รู ปแบบกำรวิจยั (research design) ที่จะใช้ ต้องเลือกให้ เหมำะสมกับคำถำมและวัตถุประสงค์ 3) ระเบียบวิธีวิจยั (research methodology) ซึ่งประกอบด้วย ประชำกรและตัวอย่ำง กำรให้ intervention (ถ้ำมี) และตัวแปรและกำร วัดผล 4) สถิติ (statistics) ที่ใช้ องค์ ประกอบของโครงร่ างการวิจัย 1 ชื่ อโครงการ หรื อชื่ อเรื่ อง (The Title) ชื่อเรื่ องเป็ นส่ วนดึงดูดควำมสนใจจุดแรกของโครงร่ ำงกำรวิจยั ทั้ง โครงกำร ควรตั้งชื่อเรื่ องให้น่ำสนใจ ทันต่อเหตุกำรณ์ เป็ นเรื่ องที่วิจยั ได้ (researchable topic) และควรแก่กำรแสวงหำคำตอบ หลักกำรตั้งชื่อเรื่ อง โดยนำคำสำคัญ (key words) ของเรื่ องมำประกอบเป็ นชื่อ เรื่ อง ทำให้ส้ นั กระทัดรัด ชัดเจน และสื่ อควำมหมำยครอบคลุมควำมสำคัญ ของเรื่ องที่จะศึกษำทั้งหมด ชื่อเรื่ องภำษำไทย และภำษำอังกฤษ ควร สอดคล้องกันในเชิงควำมหมำย 2 ความสาคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background and Rationale) ผูว้ ิจยั ต้องแสดงให้เห็นว่ำ มีควำมรู ้พ้นื ฐำนและเข้ำใจในปัญหำที่ กำลังจะศึกษำอย่ำงชัดเจนทั้งทำงทฤษฎีและปฏิบตั ิ สำมำรถระบุถึง ควำมสำคัญของปัญหำ ควำมจำเป็ น คุณค่ำและประโยชน์ที่จะได้รับอย่ำง มีเหตุผล ระบุได้วำ่ มีกำรศึกษำเกี่ยวกับเรื่ องนี้หรื อไม่ มีที่ใดบ้ำง และ กำรศึกษำนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่ำได้อย่ำงไร กำรกำหนดปัญหำในกำรทำวิจยั จำเป็ นต้องอำศัยข้อมูลมำประกอบ ในกำรพิจำรณำ ข้อมูลเหล่ำนี้อำจมำจำกทฤษฎีหรื อแนวคิดทำงทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับเรื่ องที่จะศึกษำ จำกประสบกำรณ์ของตัวผูว้ จิ ยั จำกข้อมูลใน รำยงำนวิจยั ของผูอ้ ื่นที่ทำมำแล้ว นำสิ่ งเหล่ำนี้มำสร้ำงแนวคิด ( conceptualization ) ในกำรเจำะปัญหำที่สำคัญ และวำงขอบเขต (framework) ของปัญหำสำหรับทำวิจยั 3 ทบทวนวรรณกรรมทีเ่ กีย่ วข้ อง (Review Related Literatures) ก่อนจะวางแผนทาวิจัยเรื่ องใด ควรมีการทบทวนวรรณกรรมที่เกีย่ วข้ องกับ เรื่ องที่จะทาวิจัยอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อทาให้ เข้ าใจอย่างแท้ จริงเกีย่ วกับ เรื่ องนั้น การอ่านเอกสารจะต้ องใช้ วจิ ารณญาณในการประเมิน โดยวิเคราะห์ ใน 2 ประเด็น คือ เอกสารนั้นถูกต้ องและเชื่ อถือได้ หรื อไม่ แล้ วสามารถประยุกต์ เข้ ากับ เรื่ องที่เราจะศึกษาหรื อไม่ จากผลการประเมิน ถ้ าพบว่ าเรื่ องที่จะศึกษา มีผ้ อู ื่นทา แล้ วด้ วยรู ปแบบการวิจัยและระเบียบวิธีวจิ ัยทีถ่ ูกต้ องเชื่ อถือได้ และสามารถตอบ คาถามของการวิจัยได้ ชัดเจนแล้ว ไม่ มคี วามจาเป็ นทีจ่ ะต้ องทาวิจยั ซ้า ให้ เสี ยทั้ง เวลาและงบประมาณ หากวิเคราะห์ แล้ วพบว่ า ความรู้ เท่ าทีม่ อี ยู่ในปัจจุบันไม่ สามารถตอบปัญหาการวิจัยได้ จาเป็ นต้ องทาวิจัยเรื่ องนี้ โดยระบุว่าจะนา ผลการวิจัยไปใช้ ประโยชน์ ได้ อย่างไร การทบทวนวรรณกรรมทีเ่ กีย่ วข้ อง ควรบรรยายในลักษณะการสรุ ปประเมิน วิเคราะห์ ดงั กล่าว ไม่ ใช่ นารายงานเหล่านั้นมาย่อ หรื อยกเอาบทคัดย่อของแต่ ละ บทความมาประติดประต่ อกัน เพราะจะทาให้ เหตุผลต่ างๆอ่ อนลงไปมาก 4 คาถามของการวิจัย (Research Question) ในการวางแผนทาวิจยั สิ่ งสาคัญอันดับแรกทีผ่ ู้วจิ ัยต้ องกาหนดคือ การ กาหนดคาถามของการวิจัย (problem identification) และให้ นิยามปัญหานั้น อย่ างชัดเจน ปัญหาทีช่ ัดเจนจะช่ วยให้ ผู้วจิ ัยกาหนดวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้ นิยามตัวแปรสาคัญ และการวัดตัวแปร ไม่ ใช่ ทุกปัญหาต้ องทาวิจัย บางคาถาม ไม่ ต้องวิจัยก็สามารถตอบปัญหาได้ คาถามการวิจัยทีส่ าคัญทีส่ ุ ดจะเป็ นคาถามหลัก (primary research question) นามาใช้ เป็ นข้ อมูลในการคานวณขนาดตัวอย่ าง อาจมีคาถามรอง (secondary research question) อีกจานวนหนึ่งก็ได้ แต่ ผลการวิจัยอาจไม่ สามารถตอบคาถามรองได้ เพราะการคานวณขนาดตัวอย่ าง ไม่ ได้ คานวณ เพื่อตอบคาถามรองเหล่ านี้ 5 วัตถุประสงค์ ของการวิจัย (Objectives) โครงร่ างการวิจัย ต้ องกาหนดวัตถุประสงค์ และเป้ าหมายของโครงการให้ ชัดเจน และเฉพาะเจาะจงไม่ คลุมเครื อ บ่ งชี้ถึงสิ่ งทีจ่ ะทา ทั้งขอบเขตและคาตอบที่ คาดว่ าจะได้ รับ วัตถุประสงค์ ต้องสอดคล้ องกับชื่ อเรื่ องและคาถามของการวิจัย 6 การกาหนดกรอบทฤษฎีหรื อกรอบแนวความคิดในการวิจัย (Conceptual Framework) ทฤษฎี คือ คาอธิบายความสั มพันธ์ ในลักษณะทีเ่ ป็ นเหตุเป็ นผลกันของ ปรากฏการต่ างๆทีเ่ กิดขึน้ ในธรรมชาติ คาอธิบายมักอยู่ในรู ปของนามธรรม การทา วิจัยเป็ นการนาคาอธิบายที่อยู่ในรู ปของนามธรรม มาทาให้ เป็ นสิ่ งวัดได้ สั งเกตได้ การทาวิจัยเท่ ากับเป็ นการตรวจสอบความถูกต้ องของทฤษฎี การทาวิจัยอาจหา คาตอบของความสั มพันธ์ ในปรากฏการณ์ ต่างๆทีเ่ กิดขึน้ ซี่งอาจนาไปสู่ การตั้ง ทฤษฎีใหม่ ได้ การวิจัยต้ องมีการกาหนดโครงสร้ างทางทฤษฎีและกรอบทฤษฎี เพื่อจะได้ มี คาอธิบายเมื่อผลการวิจัยเป็ นไปตามคาดหมาย หรื อตรงกันข้ ามกับที่คาดหมาย การ วางกรอบทฤษฎีและแยกแยะโครงสร้ างของทฤษฎีไว้ อย่ างชัดเจน จะทาให้ ทราบถึง ชนิดของตัวแปรและจานวนของตัวแปรทีเ่ กีย่ วข้ อง ว่ ามีมากน้ อยแค่ ไหน ทราบว่ า ตัวแปรใดมีความสั มพันธ์ กนั และลักษณะความสั มพันธ์ เป็ นไปในทิศทางใด ต้ องมี การควบคุมตัวแปรใดบ้ าง และทาให้ ทราบถึงแนวทางในการสร้ างเครื่ องมือ และใช้ เครื่ องมือวัดตัวแปร 7 สมมติฐานของการวิจัย (Hypothesis) การตั้งสมมติฐาน เป็ นการคาดคะเน (predict) หรื อการทายคาตอบของปัญหา อย่ างมีเหตุผล มักเขียนในลักษณะการแสดงความสั มพันธ์ ระหว่ างตัวแปรอิสระ (independent variables) และตัวแปรตาม (dependent variables) งานวิจัยบางอย่าง ไม่ จาเป็ นต้ องมีสมมติฐาน สมมติฐานที่ดจี ะทาให้ ทราบว่ า ต้ องเก็บรวบรวมข้ อมูลอะไรบ้ าง ได้ ข้อมูลจากใคร ใช้ วิธีใดในการเก็บเพื่อให้ ได้ ข้อมูลที่สมบูรณ์ และเชื่ อถือได้ มากที่สุด สมมุตฐิ านที่แสดง ความสั มพันธ์ ระหว่ างตัวแปร จะบอกให้ ทราบถึงระดับการวัดและการวิเคราะห์ ข้อมูล ว่ าจะวิเคราะห์ ในลักษณะเปรียบเทียบ,ลักษณะความสั มพันธ์ หรื อประมาณค่ า parameter บางตัวของประชากร ทราบว่ าจะใช้ สถิตอิ ะไรจึงจะเหมาะสมที่สุด 8 ข้ อตกลงเบื้องต้ น (Assumption) การวิจัยบางเรื่ องอาจมีข้อจากัดหลายอย่ างในทางปฏิบตั ิ ต้ องตั้งข้ อสมมุติ บางอย่ างเป็ นข้ อตกลงเบื้องต้ น เสมือนเป็ นการกาหนด scope ในการวิจัย เช่ น กาหนด ข้ อตกลงเบื้องต้ นว่ า คนงานที่มาทางานในวันที่ผ้ วู จิ ยั เข้ าไปสารวจ ไม่ ต่างจากคนงาน ที่มาทางานในวันปกติอื่นๆ ผู้วจิ ยั ต้ องระวังอย่ าให้ ข้อตกลงเบื้องต้ นเป็ นตัวทาลายความ ถูกต้ องของงานวิจยั 9 คาสาคัญ (Key Words) ศัพท์ดรรชนีหรื อคำสำคัญ คือ คำที่แสดงเนื้อหำของงำนวิจยั ช่วยในกำร สื บค้นเข้ำถึงงำนวิจยั เรื่ องนั้น วิธีกำรคือ ดึงคำหรื อแนวคิดทีป่ รำกฏในชื่อเรื่ อง หรื อ กำรตั้งชื่อเรื่ องควรประกอบด้วยคำสำคัญครอบคลุมเนื้อหำทั้งหมด ควรหลีกเลี่ยง คำศัพท์สำมัญที่มีคุณค่ำในกำรสื บค้นน้อย เช่น วิธีกำร ปั ญหำ ลักษณะ สภำพ ระบบควำมแตกต่ำง 10 การให้ คานิยามเชิงปฏิบัติทใี่ ช้ ในการวิจัย (Operational Definitions) กำรวิจยั อำจมีตวั แปรหรื อคำศัพท์เฉพำะ จำเป็ นต้องให้คำจำกัดควำมอย่ำง ชัดเจนในรู ปที่สำมำรถสังเกต (observe) หรื อวัด (measure) ได้ 11 รู ปแบบการวิจัย (Research Design) ผูว้ จิ ยั ต้องพิจำรณำรู ปแบบกำรวิจยั ที่เหมำะสมกับปั ญหำกำรวิจยั ที่จะศึกษำ 12 ระเบียบวิธีวจิ ัย (Research Methodology) ประกอบด้ วย 12.1 ประชากร (population) และตัวอย่าง (sample) มีรายละเอียดในเรื่ อง 1) หลักเกณฑ์ ในการคัดเลือกประชากรและตัวอย่ าง ทั้งกฎเกณฑ์ ในการ คัดเลือกเข้ ามาศึกษา(inclusion criteria) และกฎเกณฑ์ ในการตัดออกจากการศึกษา (exclusion criteria) 2) เทคนิคในการสุ่ มตัวอย่ างโดยอาศัยหรื อไม่ อาศัยทฤษฎีความน่ าจะเป็ น 3) การคานวณขนาดตัวอย่าง ขนาดตัวอย่างที่คานวณได้ จะเป็ นจานวน ตัวอย่ างทีน่ ้ อยทีส่ ุ ดทีส่ ามารถตอบคาถามหลักของการวิจัยนั้น 12.2 การสั งเกตและการวัด (Observation & Measurement) 1) ตัวแปรและคานิยามเชิงปฏิบัติ 2) เครื่ องมือที่ใช้ ในการวัดตัวแปร 12.3 วิธีการหรื อสิ่ งแทรกแซง (Intervention) กรณีเป็ นการวิจัยเชิงทดลอง ควร อธิบายให้ ละเอียดว่ าใคร ทาอะไร ให้ แก่ใคร ด้ วยวิธีการอย่างไร ระยะเวลาทีใ่ ห้ สิ่ง แทรกแซง 13 การรวบรวมข้ อมูล (Data Collection) ระบุรำยละเอียดว่ำจะเก็บข้อมูลอะไร จำกแหล่งไหน เก็บอย่ำงไร ใครเป็ นผูเ้ ก็บ ใคร เป็ นผูบ้ นั ทึกข้อมูลที่เก็บได้ บันทึกอย่ำงไร 14 การวิเคราะห์ ข้อมูล (Data Analysis) ประกอบด้วย 14.1 กำรสรุ ปข้อมูล 14.2 กำรนำเสนอข้อมูล 14.3 กำรทดสอบสมมติฐำน 14.4 ปั ญหำที่อำจเกิดขึ้นระหว่ำงกำรวิเครำะห์ขอ้ มูล เช่น ข้อมูลที่ขำดหำยไป ตัวอย่ำง ไม่ให้ควำมร่ วมมือ 15 ผลหรื อประโยชน์ ที่คาดว่ าจะได้ รับ ให้กล่ำวถึงประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับอย่ำงชัดเจน ครอบคลุมผลทั้งในระยะสั้นและ ยำว ทั้งทำงตรงและทำงอ้อม ผลที่ตกแก่ใครเป็ นสำคัญ 16 แผนการดาเนินงาน เขียนแผนกำรดำเนินงำนตั้งแต่เริ่ มแรกจนเสร็ จสิ้ นโครงกำร ส่ วนใหญ่จะเป็ น Gantt Chart 17 งบประมาณ 18 เอกสารอ้ างอิง 19 ภาคผนวก เช่น แบบสอบถำม แบบบันทึกข้อมูล